หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 1

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการแผนงานบุคลากรภาครัฐ

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กรมอนามัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (65)21.1 พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)
5.2 โครงการสำคัญ 21. โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 องค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบุคลากรภาครัฐ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ผลผลิต : 1) รายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐพัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาฯ ให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 12,240.00
2 ค่า พ.ต.ส 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 2,070,000.00
3 ค่าแพทย์ไม่ทำเวช 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 420,000.00
4 ประกันสังคม 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 143,280.00
5 ค่าเช่าบ้าน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 60,000.00
รวมเป็นเงิน 2,705,520.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
2,705,520.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 2

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อรองรับแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาสร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มการคลังและงบประมาณ (FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (63)20.1 พัฒนาระบบการบริหารการคลังและงบประมาณ
5.2 โครงการสำคัญ 20. โครงการยกระดับระบบบริหารการคลังและงบประมาณ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ( สาธารณูปโภค) 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 41,485.00
2 ค่าสนับสนุนการเดินทางไปราชการ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 50,000.00
3 ค่าใช้สอยสนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 50,000.00
รวมเป็นเงิน 141,485.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
141,485.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 3

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อรองรับแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดชีวิต

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มการคลังและงบประมาณ (FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (63)20.1 พัฒนาระบบการบริหารการคลังและงบประมาณ
5.2 โครงการสำคัญ 20. โครงการยกระดับระบบบริหารการคลังและงบประมาณ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าสาธารณูปโภค 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 366,393.00
2 ค่าจ้างเหมาบุคลากร 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2562 826,040.00
3 ค่าสนับสนุนการเดินทางไปราชการ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 50,000.00
4 ค่าใช้สอยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 50,000.00
รวมเป็นเงิน 1,292,433.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,292,433.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 4

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อรองรับแผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มการคลังและงบประมาณ (FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (63)20.1 พัฒนาระบบการบริหารการคลังและงบประมาณ
5.2 โครงการสำคัญ 20. โครงการยกระดับระบบบริหารการคลังและงบประมาณ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าจ้างเหมาบุคลากร 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 876,200.00
2 ค่าสาธารณูปโภค 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2562 1,240,536.00
3 ค่าสนับสนุนการเดินทางไปราชการ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 50,000.00
4 ค่าใช้สอยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 50,000.00
รวมเป็นเงิน 2,216,736.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
2,216,736.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 5

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อรองรับแผนงานบูรณาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มการคลังและงบประมาณ (FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (63)20.1 พัฒนาระบบการบริหารการคลังและงบประมาณ
5.2 โครงการสำคัญ 20. โครงการยกระดับระบบบริหารการคลังและงบประมาณ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 14) ส่งเสริมการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนสู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าสนับสนุนการเดินทางราชการ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 121,700.00
2 ค่าสาธารณูปโภค 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 75,000.00
3 ค่าใช้สอยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 55,000.00
รวมเป็นเงิน 251,700.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
251,700.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 6

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อรองรับแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มการคลังและงบประมาณ (FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (63)20.1 พัฒนาระบบการบริหารการคลังและงบประมาณ
5.2 โครงการสำคัญ 20. โครงการยกระดับระบบบริหารการคลังและงบประมาณ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 10) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเพื่อการบริโภค

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผน งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจน เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กร ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของการกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไวและมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการ สนับสนุน ส่งเสริมประสานงานและอำนวยการ ให้ปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นไปอย่าประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการ การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตาม เป้าหมาย 12 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4 สรุปรายงานผลเมื่อสิ้นงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าสาธารณูปโภค 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 12,500.00
2 ค่าสนับสนุนการเดินทางไปราชการ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 15,000.00
3 ค่าใช้สอยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 15,000.00
รวมเป็นเงิน 42,500.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
42,500.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 7

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาศักยภาพสร้างความเข้มแข็งของนักวิจัย ปีงบประมาณ 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
19) จำนวนงานวิจัย ผลงานวิชาการ และนวัตกรรมที่ถูกนำไปใช้ประโยชนย์

4. cluster :
กลุ่มข้อมูลและจัดการความรู้ และการเฝ้าระวัง (KISS )

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (62)19.3 การขับเคลื่อนพัฒนาการจัดการความรู้ วิจัย และนวัตกรรม
5.2 โครงการสำคัญ 19. โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การจัดการความรู้ และนวัตกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองในฐานะหน่วยงานส่งเสริมด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ ได้กำหนดวิสัยทัศน์การเป็น “สถาบันวิจัยและนวัตกรรม สู่การเป็นเมืองสุขภาพดี ภายในปี 2563” โดยมี 4 พันธกิจและมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและนวัตกรรม คือ พัฒนารูปแบบงานวิจัยและนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพและสร้างสมดุลส่งเสริมอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้อง กับวิถีชีวิตในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร ให้เป็นองค์กรต้นแบบด้านสุขภาพ และขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่เขตเมืองจังหวัดต่างๆ สำหรับกลุ่มงานพัฒนาวิจัยและนวัตกรรม ได้กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 1) พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและนวัตกรรม 2) เพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรม 3) ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกับเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรม 4) ส่งเสริมให้มีการเผยแพร่และนำผลงานวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ การดำเนินการตามพันธกิจด้านการวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จนั้น สามารถพิจารณาได้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ สะท้อนถึงประเด็นปัญหาในพื้นที่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองหรือเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ ดังนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองมีความจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมกำกับ ติดตามการดำเนินงานวิจัย/R2R/KM ให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา พัฒนาสมรรถนะทักษะที่นักวิจัยต้องการ อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป การจัดบรรณานุกรมด้วยโปรแกรม Endnote การสร้างความตระหนักด้านคุณธรรมจริยธรรมในการผลิตผลงานวิจัย การรวบรวม เผยแพร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทรัพย์สินทางปัญญาจากวิจัย/R2R/KMและนวัตกรรมอย่างเหมาะสม กลุ่มงานพัฒนาวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันฯ จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นเพื่อบริหารจัดการและพัฒนางานวิจัยให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้นักวิจัยมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการวิจัยในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น 2. เพื่อเผยแพร่ นำเสนอ งานวิจัย / R2R / KM ในระดับกรมและระดับชาติ 3. เพื่อพัฒนาผลงานวิจัย/ R2R /KMที่มีคุณภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้รับการพัฒนาศักยภาพทักษะด้านงานวิจัย 100 คน
2.มีผลงายวิจัย/R2R/KM ที่มีคุณภาพ 5 เรื่อง
3.มีนวัตกรรม 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : มีผลงายวิจัย/R2R/KM 5 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : ผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 80 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : ผลงานวิจัย/R2R/KM ถูกนำไปใช้ประโยชน์ 5 เรื่อง
4.เชิงเวลา : งานวิจัยแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง คณะกรรมการพัฒนาวิชาการพิจารณาอนุมัติทุนงบประมาณโครงการวิจัย/R2R/KMและนวัตกรรม 2. การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป 3. การอบรมเชิงปฏิบัติ เรื่อง การจัดบรรณานุกรมด้วยโปรแกรม Endnote 4. ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ติดอาวุธพิชิตงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา 5. การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง รายงาน ติดตามประเมินผล คัดเลือกผลงานวิจัย/R2R/KM และนวัตกรรม นำเสนอเวทีวิชาการปีงบประมาณ 2562 6. Research cafe 7. Like Talk

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง คณะกรรมการพัฒนาวิชาการ พิจารณาอนุมัติทุนงบประมาณโครงการวิจัย/R2R/KM และนวัตกรรม 1 ฉบับ 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 4,250.00
2 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง รายงาน ติดตามประเมินผล คัดเลือกผลงานวิจัย/R2R/KM และนวัตกรรม นำเสนอเวทีวิชาการปีงบประมาณ 2562 1 ฉบับ 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 9,400.00
3 Research cafe/Like Talk 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 12,000.00
4 การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล ทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป 30 คน 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 18,970.00
5 การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง จัดบรรณานุกรมด้วยโปรแกรม Endnote 30 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 16,045.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ติดอาวุธพิชิตงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา 30 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 18,745.00
รวมเป็นเงิน 79,410.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
79,410.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวงวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
คณะกรรมการพัฒนาวิชาการ/เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวเบญจวรรณ จันทพล นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวสุพิชชา วงค์จันทร์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 8

1. ชื่อโครงการ :
โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี ปีงบประมาณ 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (24)9.2 ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลาย เตรียมตัวก่อนสูงอายุ
5.2 โครงการสำคัญ 9. โครงการวัยทำงานศตวรรษที่ 21 หุ่นดี สุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
ทรัพยากรมนุษย์คือหัวใจสำคัญของทุกองค์กร หน่วยงานที่ประสบความสำเร็จ มีการดำเนินกิจการอย่างก้าวหน้าและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เพราะมีพนักงานที่มีศักยภาพ การทุ่มเท ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบต่อภาระงาน อันเป็นพันธกิจที่สำคัญขององค์กร การให้ความใส่ใจ ดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิการที่ดีนับเป็นการตอบแทนที่เป็นขวัญกำลังใจให้พนักงานทุกคน เมื่อเวลาผ่านไปถึงเวลาเกษียณงาน แม้บุคลากรส่วนใหญ่จะรับทราบและเตรียมใจ แต่พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม และมีพฤติกรรมสุขภาพไม่พึงประสงค์ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เป็นต้น จนต้องประสบกับความยุ่งยาก เดือดร้อนภายหลังจากเกษียณงาน ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจตามมา หรือเป็นภาระให้ลูกหลาน การจะนำพาประเทศไปสู่วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564 จากผลการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร รวบรวมโดยศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๕๘ พบว่าประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบโรคเรื้อรังและภาวะเสี่ยงมากกว่าในระดับประเทศ คือ ความชุกของโรคเบาหวาน ร้อยละ ๙.๒ ความชุกของโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ ๒๙.๘ ความชุกของโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ ๓.๖ และมีภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ ๒๕.๘ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุเบื้องต้นต่อสุขภาพวะของคนไทยในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุของประเทศ ที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นทั้งเพศหญิงและเพศชายแต่กลับมีภาระโรคร่วมด้วยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคกระดูก โรคไต และโรคความจำเสื่อมซึ่งโรคต่างๆนี้สามารถป้องกันได้หากประชาชนมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม การมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในวัยทำงานไม่เหมาะสมส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทำให้ผลผลิตมวลรวมของชาติลดลง และยังส่งผลต่อวัยผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนวัยทำงานตอนปลาย (อายุ 45 – 59 ปี) เพื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุที่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนตื่นตัวในการความพร้อมต่อการใช้ชีวิตภายหลังเกษียณ เพื่อให้เวลาที่เหลือเป็นเวลาที่มีคุณค่า มีความสุข และสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้ลูกหลานและสังคมในอนาคต ดังนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ได้จัดทำโครงการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ขึ้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์ในวัยประชากรทำงานตอนปลาย (อายุ 45 – 59 ปี) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลประชากรวัยทำงานตอนปลายเพื่อเตรียมเข้าสู่ผู้สูงอายุ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.แนวทางการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุ 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : แนวทางการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุ 80 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ความสำเร็จของโครงการ/การมีส่วนร่วมของเครือข่าย 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 ขั้นเตรียมการ 1.1 ทบทวนสถานการณ์ จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติดำเนินการ 1.2 ประชุมทีมงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ 1.3 จัดเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร/สถานที่ และสื่อต่างๆที่ต้องการใช้งาน 2 ขั้นดำเนินการ 2.1 ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมสู่ผู้สูงวัย 2.2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนปลายเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยสูงอายุ : ดำเนินการในสถานประกอบการ 1 แห่ง - ประสานพื้นที่ดำเนินงาน - คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ดำเนินงาน - สำรวจสภาวะสุขภาพ ปัจจัยด้านประชากรระดับบุคคล และระดับครอบครัวของกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย - จัดทำแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุ - เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานพื้นที่ต้นแบบ - สรุปบทเรียน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 เยี่ยมเสริมพลังเพื่อต่อยอดการดำเนินงานในสถานประกอบการต้นแบบ (ปี ๒๕๖๑) 3 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 900.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินงาน 50 คน 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 38,100.00
3 ประชุมเพื่อจัดทำแนวทางการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุ 65 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 19,300.00
4 ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมสู่ผู้สูงวัย 500 คน 1 พ.ย. 2561 - 30 เม.ย. 2562 32,600.00
รวมเป็นเงิน 90,900.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
90,900.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. เจ้าหน้าที่จาก สำนักอนามัย/ศบส. 2. ประชากรวัยทำงานอายุ 45-59 ปีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 9

1. ชื่อโครงการ :
โครงการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

2. ยุทธศาสตร์ :
1.2 ส่งเสริมเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กวัยเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้านการบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย และทันตสุขภาพ

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (1)1.1 ส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ตามพระราชดาริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ในเขตกรุงเทพฯ เป็นโครงการในสำนักโครงการสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งในพ.ศ. 2552 ทรงโปรดเกล้าให้รับโรงเรียนจำนวนหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งสังกัดกรุงเทพมหานครและสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าเป็นโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริด้วยทรงเห็นว่า แม้จะเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีความทุรกันดาร แต่เด็กหรือเยาวชนส่วนนั้นก็ยังประสบปัญหา โดยเฉพาะปัญหาโภชนาการที่มีทั้งภาวะโภชนาการขาดและภาวะโภชนาการเกิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงประถมศึกษาและยังส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนมีสุขภาวะที่ดี มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาของประเทศ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ในเขตกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 27 แห่ง แบ่งออกเป็น 2 สังกัด ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 แห่ง และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 2 แห่ง โดยโรงเรียนได้เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ขยายโอกาส) ปัญหาสุขภาพของเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จากรายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ของประเทศไทยปี 2559 เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ของประเทศไทยปี 2560 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 12.93 (ภาคเรียนที่ 1 ปี 2560 , HDC ) สูงดีสมส่วน ร้อยละ 63.10 (ไม่รวมกรุงเทพฯ) สถานการณ์เด็กวัยเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 14.19, 14.7 ค่อนข้างเตี้ยและเตี้ย ร้อยละ 6.36, 7.16 และผอม ร้อยละ 3.63, 4.09 (ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 และภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560) (สำนักอนามัย กรุงเทพฯ) ปี 2561 มีการดำเนินการเยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ โดยสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (สสม.) พบว่าด้านการเฝ้าระวังภาวการณ์เจริญเติบโตโดยเฉลี่ยของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 –2 จำนวน 4,736 คน พบว่ามีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 10.94 ,สมส่วน ร้อยละ 68.29, ผอม ร้อยละ 6.42 และเตี้ย ร้อยละ 5.51 ด้านการเฝ้าระวังภาวการณ์เจริญเติบโตโดยเฉลี่ยของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17,027 คน พบว่ามีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 14.57 , สมส่วน ร้อยละ 67.08 , ผอม ร้อยละ 4.46 และเตี้ย ร้อยละ 3.17 (ข้อมูล: สำนักอนามัย กรุงเทพฯ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560) โดยโรงเรียนมีการจัดการแก้ไขปัญหาโภชนาการเกิน ผอม เตี้ย เช่น ส่งเสริมการกินนมโดยให้นักเรียนดื่มนมทุกวันในตอนเช้า มีการออกกำลังกาย แต่ในบางแห่งยังไม่มีการดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากบุคลากรไม่พอ ภาระงานมาก ผู้บริหารให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพค่อนข้างน้อย ซึ่งการเจ็บป่วยและการเกิดปัญหาสุขภาพจะน้อยลง หากทุกคนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตาม ซึ่งต้องเริ่มต้นปลูกฝังที่เด็ก เยาวชนให้มีการปฏิบัติตัวในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง และปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อให้เป็นสุขนิสัยเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การสำรวจน้ำบริโภคในโรงเรียน พบว่า แหล่งน้ำดื่มหลักของโรงเรียน มาจากน้ำผ่านน้ำกรอง (ร้อยละ 94.1) รองลงมาคือ น้ำดื่มบรรจุขวด (ร้อยละ 23.5) ความพอเพียงของน้ำบริโภค ร้อยละ 100 ความถี่ในการทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เดือนละ 1 ครั้ง ร้อยละ 41.2 , ใช้แก้วน้ำดื่มส่วนตัว ร้อยละ 94.1 และน้ำบริโภคในโรงเรียน กพด. ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 81.25 ไม่ผ่านเกณฑ์ทางด้านแบคทีเรีย ร้อยละ 18.75 (ข้อมูลจาก : สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย (ม.ค.-ก.พ. 61)) สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (สสม.) จึงจัดทำโครงการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ปี 2562 ขึ้น เพื่อสร้างเสริมและติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพอนามัย /โภชนาการ/การเจริญเติบโตและอนามัยสิ่งแวดล้อมของเด็กนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร ให้เด็กวัยเรียนมีสุขภาวะที่ดี มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อสร้างเสริม ติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพอนามัย /โภชนาการ/การเจริญเติบโต/อนามัยสิ่งแวดล้อมของเด็กนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารได้รับการเยี่ยมพัฒนาส่งเสริมโภชนาการ สุขภาพอนามัย และสภาพแวดล้อม 10 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารได้รับการเยี่ยมพัฒนาส่งเสริมโภชนาการสุขภาพอนามัย และสภาพแวดล้อม 10 แห่ง
2.เชิงคุณภาพ : เด็กเยาวชนและบุคลากรมีความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 10 แห่ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 .สร้างเสริม ติดตามการดำเนินงานด้านโภชนาการและการเจริญเติบโต โดยบูรณาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายของโรงเรียนในโครงการในถิ่นทุรกันดาร 1.1 เยี่ยมเสริมพลังติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 เยี่ยมเสริมพลังติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร 15 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 7,500.00
รวมเป็นเงิน 7,500.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
7,500.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ม.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เด็กวัยเรียนและเยาวชนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร/ครู/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ฝ่ายการศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรทางด้านสาธารณสุขและบุคลากร/เด็กและเยาวชนในโรงเรียน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 10

1. ชื่อโครงการ :
โครงการการขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบบูรณาการในวัยรุ่นตามพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น 2559 ในกรุงเทพมหานคร

2. ยุทธศาสตร์ :
1.3 ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่น

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
9) ร้อยละการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุ น้อยกว่า 20 ปี

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น (ขับเคลื่อน พรบ.การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (19)7.1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 และยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
5.2 โครงการสำคัญ 7.โครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 และยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยพบว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มในการเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น โดยมีอายุเฉลี่ยลดลงจากเดิมอายุเฉลี่ย 18 - 19 ปี ใน พ.ศ.2539 มาเป็น 15 - 16 ปี ใน พ.ศ.2552 อัตราคลอดในวัยรุ่น 10 - 14 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.5 ใน พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 1.3 ใน พ.ศ.2558 อัตราคลอดซ้ำในมารดาอายุ 15 – 19 ปี ต่อประชากรหญิงอายุ 15 – 19 ปีพันคน เพิ่มขึ้นจาก 11.4 ในปี พ.ศ. 2551 เป็น 12.5 ในปี พ.ศ. 2558 และจากระบบสถิติทางการทะเบียน ปี 2559 จำนวนประชากรวัยรุ่น อายุ 10 – 19 ปี ในกรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด 663,471 คน คิดเป็น ร้อยละ11.6 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งพบว่าปัญหาการตั้งครรภ์ ความเครียด ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของวัยรุ่นมีความรุนแรงและซับซ้อนเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและครอบครัวตลอดจนเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีวิถีชีวิตแบบสังคมเมืองและมีความเฉพาะเป็นปัจเจก มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมสูง จากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์พบว่าในปี 2558,2559 และ 2560 อัตราการคลอดในวัยรุ่นอายุ 15 – 19 ปี ของกรุงเทพมหานคร คิดเป็น 39.4 ,37.4 และ 34.7 ตามลำดับ และมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจตามมาหลายด้าน ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 โดยในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับกรุงเทพมหานคร และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองมีบทบาทหน้าที่ในการประสานงานและสนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.๒๕๕๙ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นงานพัฒนา สุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่น และสถานศึกษา สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จึงขออนุมัติงบประมาณในการจัดประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นระดับกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2562 และ 2/2562 ซึ่งจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2562 ตามกำหนดการที่เป็นข้อตกลงของคณะอนุกรรมการฯ กรุงเทพมหานคร

8. วัตถุประสงค์ :
1.ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานวัยรุ่นระหว่างภาคีเครือข่ายของกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม 2. สนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สนับสนุนให้เกิดการประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนครั้งของการจัดประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง
2.เชิงคุณภาพ : ร้อยละประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานครในการขับเคลื่อน ฯ 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ร้อยละของกิจกรรมที่ดำเนินการได้ตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.สนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 สนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุม คณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ครั้ง 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 75,250.00
รวมเป็นเงิน 75,250.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
75,250.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ม.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. คณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร 2. คณะทำงานในการจัดประชุมคณะอนุกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชากรกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
กลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่น และสถานศึกษา สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 11

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบูรณาการความรอบรู้สุขภาพเพื่อกลุ่มประชารัฐ

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (29)10.1 พัฒนาระบบ Pre – Ageing เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
5.2 โครงการสำคัญ 10.โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) ตั้งแต่พ.ศ.2548 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ค่านิยมและทัศนคติภายใต้ยุคที่มีการแข่งขันสูง ผู้หญิงไทยแต่งงานน้อยลง มีบุตรน้อยลง มีผลให้อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศลดลง อีกทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการสาธารณสุขของประเทศไทยทำให้ประชากรมีอายุยืนยาว ส่งผลให้จำนวนและสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 8.5 ล้านคนหรือร้อยละ 13.2 ในปี 2553(สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2553)เป็น 11.3 ล้านคน หรือร้อยละ 17.2 ในเดือนกรกฎาคม 2560(สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล,2560) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีแนวโน้มสูงขึ้น จากรายงานของสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม พบว่าผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อมถึงร้อยละ 12.4 โดยในผู้ชายพบร้อยละ 9.8 ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ร้อยละ 15.1 เทียบเท่าผู้สูงวัยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปทุกๆ 8 คนจะพบโรคสมองเสื่อม 1 คน ดังนั้นการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะจะทำให้ผู้สูงอายุอยู่ได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมายที่สง่างาม โดยสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของสังคมชาวพุทธในประเทศไทยก็คือวัด ซึ่งตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขก็มีการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพภายในวัด มุ่งพัฒนาให้เกิดเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพ กล่าวคือวัดที่มีการบริหารจัดการภายในวัดให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมตามคุณสมบัติ 5 ร. (ร่มรื่น ร่มเย็น ร่วมสร้างสุขภาพ ร่วมจิต ร่วมพัฒนา) คนไทยร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งใช้หลักการทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตจนกลายเป็นรากฐานทางประเพณี และวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์มรดกของชาติไทย พระสงฆ์เป็นผู้มีความสำคัญ ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา พัฒนาการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาสังคม ท้องถิ่น ชุมชน อันเป็นแบบอย่างที่ดีงามตั้งแต่สมัยพุทธกาล ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือดและภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ใส่บาตรทำบุญของประชาชน ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงผลเสียต่อการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ สถานการณ์ปัญหาโภชนาการและการเกิดโรคเรื้อรังในพระสงฆ์เป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่รอการแก้ไข ซึ่งจากการตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศ จำนวน 122,680 ราย ในปี 2559 พบว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยอาพาธมากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน และข้อมูลการตรวจคัดกรองในเขตกทม. พระสงฆ์ และสามเณร จำนวน 6,375 ราย ของโรงพยาบาลสงฆ์ ในปี 2559 เปรียบเทียบกับปี 2549 พบว่าพระสงฆ์ และสามเณร มีสุขภาพดีลดลงจากร้อยละ 60.3 เป็นร้อยละ 17.5 พบพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพได้แก่ สูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน และป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะภายใต้หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐากนั้น มีแผนดำเนินหลักสูตรภายใต้กระบวนการความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเข้าถึงปัญหา และมีความเข้าใจ และเกิดข้อซักถามถึงประเด็นที่มาของปัญหา และเมื่อเห็นถึงผลสำเร็จทางสุขภาพ ก็เกิด การตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และนำไปบอกต่อเพื่อประโยชน์สำหรับผู้อื่นต่อไปได้ ตลอดจน การขับเคลื่อนงานวัดส่งเสริมสุขภาพ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการทำนุบำรุงพัฒนาวัดเพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา บูรณาการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมร่วมกับศิลปวัฒนธรรมในความเป็นวัด โดยมีคุณสมบัติการดำเนินงาน 5 ร. คือ สะอาดร่มรื่นสงบร่มเย็น สุขภาพร่วมสร้าง ศิลปะร่วมจิต (วิญญาณ) และชาวประชาร่วมพัฒนา โดยใช้กลยุทธ์ PIRAB ซึ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วนให้คนในสังคมร่วมกันพัฒนาฐานรากของชุมชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสุขภาพได้ด้วยตนเอง ลดความเสี่ยง เพิ่มปัจจัยปกป้อง เพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ สร้างชุมชน ท้องถิ่นและองค์กรรอบรู้สุขภาพ ขยายวงอย่างกว้างขวางสู่วัดรอบรู้สุขภาพ (Health Literate Temple) สำหรับชุมชน รวมถึงนโยบายด้านสาธารณเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy) ต่าง ๆ เช่น การรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ งานบุญปลอดเหล้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อการส่งเสริมให้เกิดภาวะสุขภาพดี กับกลุ่มประชารัฐในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืนต่อไป สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะอย่างเป็นองค์รวม บูรณาการกับแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกรุงเทพมหานครในแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศกรุงเทพมหานคร 2560-2573 ซึ่งวางเป้าประสงค์ในการขับเคลื่อนเพื่อกลุ่มประชารัฐพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม จึงจัดทำโครงการนี้

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ในการเฝ้าระวังการเกิดภาวะสมองเสื่อมในกลุ่มประชารัฐภายใต้กระบวนการ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. เพื่อให้สมาชิกสหภาพการไฟฟ้าแห่งประทศไทยมีความรู้ในการเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ 3. เพื่อให้พระสงฆ์มีการเรียนรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก ในวิทยาลัยสงฆ์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากร / แกนนำผู้สูงอายุชุมชนนำร่อง มีความรอบรู้ในการเฝ้าระวังการเกิดภาวะสมองเสื่อมเพื่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ยุค 4.0 50 คน
2.มีแนวทางการขับเคลื่อนเชิงสุขภาพในวิทยาลัยสงฆ์ 1 แห่ง
3.สมาชิกสหภาพการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย มีความรู้ในการเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ 40 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สัดส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 70 ร้อยละ
2.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมคณะทำงานเพื่อชี้แจงแผนโครงการ แกนนำและภาคีเครือข่าย 2. ประสานพื้นที่เครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย 3. ประชาสัมพันธ์กิจกรรม 4. ประชุมเตรียมงานก่อนการดำเนินกิจกรรม 5. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามโครงการ 6. สรุปและถอดบทเรียนหลังการดำเนินกิจกรรม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 4 เสริมสร้างพระสงฆ์ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก 35 คน 1 พ.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 23,565.00
2 ขับเคลื่อน Pre-Ageing เพื่อเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ 40 คน 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 36,510.00
3 จัดประชุมติดตามงานการเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ 40 คน 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 9,730.00
4 จัดงานเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ 40 คน 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 31,480.00
5 เสริมสร้างความรู้ในการเฝ้าระวังการเกิดภาวะสมองเสื่อมในกลุ่มประชารัฐภายใต้กระบวนการความรอบรู้ด้านสุขภาพ 50 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ม.ค. 2562 19,135.00
6 กิจกรรมเสริมทักษะทางกาย โดยการปลูกผักตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 50 คน 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 8,250.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการบริหารจิตสู่ สาธารณะด้วยกระบวนการสร้างจิตอาสา 50 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ม.ค. 2562 21,540.00
8 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุ 50 คน 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 14,365.00
9 การจัดมหกรรมบูรณาการความรอบรู้สุขภาพผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร ( ตลาดนัดสุขภาพผู้สูงอายุ ) 300 คน 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 151,860.00
รวมเป็นเงิน 316,435.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
316,435.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ธ.ค. 2561 - 31 ส.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในพื้นที่ - สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร - ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร 2. สมาชิกสหภาพการไฟฟ้าแห่งประทศไทย ที่มีอายุระหว่าง 40 – 59 ปี 3. Chulalongkorn University Platform for Ageing Research Innovation-Chula ARi 4. พระสงฆ์ในวิทยาลัยสงฆ์

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1 ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ พื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ผู้สูงอายุในวิทยาลัยพัฒนาคุณภาพชีวิต สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 3 พระสงฆ์ในวิทยาลัยสงฆ์

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 12

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาระบบคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (37)12.3 พัฒนาระบบ Long Term Care
5.2 โครงการสำคัญ 12.โครงการพัฒนาระบบการดูแลด้านสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชน ปี 2562

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวน 10.18 ล้านคน หรือ ร้อยละ 16.54 ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีแนวโน้มสูงขึ้นโดย ในปี พ.ศ. 2553 พบว่ามีร้อยละ 19.17 และ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.3 ในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำประเทศไทยไปสู่ สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ความต้องการการดูแลผู้สูงอายุมีเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งโครงสร้างทางสังคม ค่านิยมและทัศนคติภายใต้ยุคที่มีการแข่งขันสูง หญิงไทยก็แต่งงานน้อยลง มีบุตรน้อยลง มีผลให้อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศลดลงตามไป อีกทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการสาธารณสุข ของประเทศไทยทำให้ประชากรมีอายุยืนยาว ส่งผลให้จำนวนและสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 8.5 ล้านคน หรือร้อยละ 13.2 ในปี 2553 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2553) เป็น 11.3 ล้านคน หรือร้อยละ 17.2 ในเดือนกรกฎาคม 2560 (สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล, 2560) ทั้งนี้การดำเนินงานระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชนนำร่อง 136 แห่ง ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง (กลุ่มติดบ้านและติดเตียง) ร้อยละ 8.1 ผู้สูงอายุมีแนวโน้มอยู่คนเดียวหรืออยู่ลำพังกับคู่สมรสมากขึ้น ยิ่งสูงอายุ ยิ่งต้องการการเกื้อหนุนหรือพึ่งพาผู้อื่น ปัญหาด้านสุขภาพโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องได้รับการดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับครอบครัวและงบประมาณที่ต้องใช้ในการดูแลสำหรับผู้สูงอายุ จากสถานการณ์ดังกล่าวผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งส่งผลกระทบ ต่อระบบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม โดยรวม ดังนั้นการพัฒนาระบบคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจึงควรมีการต่อยอด เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไปตามบริบทเขตเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกรุงเทพมหานคร ในแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศกรุงเทพมหานคร 2560-2573 ตลอดจนแผนงานทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทยที่ บูรณาการกับ การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care : LTC) โดยมีเป้าประสงค์ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม จึงจัดทำโครงการนี้ โดยมุ่งหวังการขับเคลื่อนให้บูรณาการกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้มีประสิทธิภาพต่อไปอย่างเป็นองค์รวม

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อขับเคลื่อนงานการดูแลสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุ พื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.เพื่อสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.มีการคัดเลือกและประเมินผลงานบุคคลและองค์กรต้นแบบด้านส่งเสริมสุขภาพ และดูแลผู้สูงอายุ 6 รูปแบบ
2.มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ 1 รูปแบบ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สัดส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 70 ร้อยละ
2.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 ประชุมคณะทำงานเพื่อชี้แจงแผนโครงการ แกนนำและภาคีเครือข่าย 2 ประสานพื้นที่เครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย 3 ประชาสัมพันธ์กิจกรรม 4 ประชุมเตรียมงานก่อนการดำเนินกิจกรรม 5 ดำเนินการจัดกิจกรรมตามโครงการ 6 สรุปและถอดบทเรียนหลังการดำเนินกิจกรรม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดงานคัดเลือกต้นแบบระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (งบประมาณปี 2562) 20 คน 1 ม.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 23,317.00
2 จัดงานเชิดชูเกียตริชมรมผู้สูงอายุคุณภาพใน วันผู้สูงอายุสากล (ประจำปีงบประมาณ 2561) 50 คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 24,840.00
3 จัดงานเวทีเชิดชูเกียรติการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (งบประมาณปี 2562) 70 คน 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 85,065.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการตลาดนัดสุขภาพเพื่อสังคมไทย 200 คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 47,100.00
รวมเป็นเงิน 180,322.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
180,322.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 เม.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมสุขภาพการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1.ชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.อาสาสมัครสาธารณสุข 3.บุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในพื้นที่ - สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร - กองการพยาบาล กรุงเทพมหานคร - สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร - ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1 ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ พื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ผู้สูงอายุและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 13

1. ชื่อโครงการ :
โครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชนสู่คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมทันตสุขภาพ

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)
14) ร้อยละของผู้สูงอายุ (60-74 ปี) มีฟันแท้ใช้งานอย่างน้อย 20 ซี่ และ 4 คู่สบ

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (38)13.1 พัฒนานวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการปรับพฤติกรรม การดูแลช่องปากด้วยตนเอง โดยภาคประชาชน ชุมชน
5.2 โครงการสำคัญ 13.โครงการบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ กรมอนามัย ปี 2562

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 8) ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

7. หลักการและเหตุผล :
จากผลการสำรวจสภาวะช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 (ปี 2551-2555) พบว่า ร้อยละของผู้ที่สูญเสียฟันมีอัตราเพิ่มขึ้นจากการสำรวจสภาวะช่องปากระดับประเทศ ครั้งที่ 6 (ปี 2549-2550) โดยในช่วงอายุ 35-44 ปี ลดลงจาก ร้อยละ82.8 เป็นร้อยละ 80.9 ขณะที่ในช่วงอายุ 60-74 ปี มีอัตราการสูญเสียฟันที่เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 94.0 เป็นร้อยละ 95.5 ทั้งนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของเนื้อเยื่อและการทำงานตามตามวัยอีกด้วย กล่าวคือปกติร่างกายคนเราผลิตน้ำลายโดยเฉลี่ยวันละ 0.5-1.5 ลิตร แต่เมื่ออายุเข้าวัยผู้สูงอายุร่างกายจะผลิตน้ำลายในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งน้ำลายมีความสำคัญในการช่วยหล่อลื่นเยื่อบุผิว ปรับสมดุลกรดด่างต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในช่องปาก รวมถึง ช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยเพิ่มการสะสมเกลือแร่บนผิวฟัน ซึ่งสมดุลของความสามารถในการผลิตน้ำลายที่ลดลงนั้น สามารถนำสู่ความไม่สบายในช่องปาก การรับประทานอาหารไม่อร่อย การเกิดกลิ่นปาก เนื่อเยื่ออ่อนขาดความชุ่มชื้น อ่อนบาง มีแผลได้ง่าย แผลหายยากกว่าปกติ เกิดการติดเชื้อใน ช่องปากโดยเฉพาะเชื้อรา ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุตลอดจนการสะสมของคราบจุลินทรีย์ นำสูโรคเหงือก โรคปริทันต์อักเสบ ที่นำสู่การสูญเสียฟันนำสู่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ลดต่ำลงได้ ทั้งด้านกายภาพ อารมณ์และสังคม ต้องใช้การบูรณาการสหสาขาวิชาชีพร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการส่งเสริมป้องกันรักษาและฟื้นฟูสภาพช่องปาก คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบแผนงาน ทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย พ. ศ. 2558-2565 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 โดยกรมอนามัยเป็นหน่วยประสานงานการขับเคลื่อนในภาพรวมทั้งประเทศ สำหรับปีงบประมาณ 2562 ภายใต้แผนบูรณาการการสร้างความเสมอภาครองรับสังคมผู้สูงอายุ ได้กำหนดเป้าหมายให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมบริการที่เกี่ยวข้องในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ซึ่งมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พัฒนานวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้แก่ 1. เจลลี่โภชนา สำหรับผู้ที่มีปัญหากินอาหารไม่ได้เช่นกลุ่มผู้สูงอายุติดเตียงหรือผู้ที่ได้รับการรักษามะเร็งช่องปากทำให้ได้รับสารอาหารโดยไม่ต้องกินอาหารทางท่อ 2. วุ้นชุ่มปากหรือน้ำลายเทียม สำหรับผู้ที่กินยารักษาโรคทางระบบเป็นประจำ และมีผลแทรกซ้อนทำให้น้ำลายแห้งมีปัญหาในการกลืนอาหาร ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองคุณภาพผ่านมาตรฐานสากล สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้แต่ยังขาดระบบกลไกที่จะกระจายไปสู่ประชาชนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จะมีความยั่งยืนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้สูงอายุเอง สิ่งสำคัญต้องกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง นั่นคือ ชมรมผู้สูงอายุ ที่นับเป็นการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุในการขับเคลื่อนสู่การเกิดคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงได้สนับสนุนให้เกิดเวทีของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุพื้นที่กรุงเทพมหานครขึ้น เนื่องจากปากคือประตูสู่สุขภาพที่ยั่งยืนนั้นเอง สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกรุงเทพมหานคร ในแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศกรุงเทพมหานคร 2560-2573 ตลอดจนแผนงานทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย ที่บูรณาการกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care : LTC) โดยมีเป้าประสงค์ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม จึงจัดทำโครงการนี้โดยมุ่งหวังการขับเคลื่อนให้บูรณาการกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข เพื่อพัฒนาต่อยอดสู่ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้มีประสิทธิภาพต่อไปอย่างเป็นองค์รวม

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาระบบกลไกการเข้าถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นได้เองในประเทศไทย ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ 2.เพื่อขับเคลื่อนงานการดูแลสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุ พื้นที่กรุงเทพมหานคร 3.เพื่อสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ 1 รูปแบบ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สัดส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 70 ร้อยละ
2.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมคณะทำงานเพื่อชี้แจงแผนโครงการ แกนนำและภาคีเครือข่าย 2.ประสานพื้นที่เครือข่ายและกลุ่มเป้าหมายดำเนินการจัดทำข้อตกลง 3.ประชาสัมพันธ์กิจกรรม 4.ประชุมเตรียมงานก่อนการดำเนินกิจกรรม 5. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามโครงการ 6. สรุปและถอดบทเรียนหลังการดำเนินกิจกรรม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการความรอบรู้ สุขภาพทันตาภิบาล 120 คน 1 ม.ค. 2562 - 28 ก.พ. 2562 80,360.00
2 จัดงานเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุ ระดับกลุ่มงานบริการทันตสาธารณสุข 1 – 6 พื้นที่ กรุงเทพมหานคร 270 คน 1 พ.ย. 2561 - 31 ม.ค. 2562 177,854.00
3 สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุพื้นที่กรุงเทพมหานคร 327 คน 1 พ.ย. 2561 - 31 พ.ค. 2562 3,275,000.00
รวมเป็นเงิน 3,533,214.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
3,533,214.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 31 พ.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1.ผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 บุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในพื้นที่ - สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร - กองการพยาบาล กรุงเทพมหานคร - สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร - ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1.ผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิง พื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.ชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
ทพ.ญ.เยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ตำแหน่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 14

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (25)9.3 พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
5.2 โครงการสำคัญ 9. โครงการวัยทำงานศตวรรษที่ 21 หุ่นดี สุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
องค์การอนามัยโลกรายงานว่าร้อยละ 10-40 ของงบประมาณสุขภาพของประเทศทั่วโลกเป็นค่ายา ทั้งนี้ มีหลักฐานสนับสนุนว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของการใช้ยาในประเทศกำลังพัฒนาเป็นการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและสูญ เปล่า เช่น WHO รายงานว่าน้อยกว่าร้อยละ 40 ของการรักษาโรคระดับปฐมภูมิในสถานพยาบาลของรัฐ และน้อยกว่าร้อยละ 30 ในสถานพยาบาลเอกชน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาโรค และผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนเฉียบพลันและท้องเสียจากเชื้อไวรัส ได้รับยาปฏิชีวนะอย่างไม่ เหมาะสม และในปี 2557 ตลาดยาทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ US$ 1057.1 พันล้าน และ IMS คาดการณ์ว่าในปี 2563 การใช้ยาทั่วโลกจะสูงถึง US$ 1.4 พันล้าน เนื่องจากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาโรคเรื้อรังและการการพัฒนานวัตกรรมของยา ส่วนภาพรวมของประเทศไทย ค่าใช้จ่ายด้านยามีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ประมาณ ร้อยละ 7-8 ต่อปี) แต่สูงกว่าอัตราการเติบโต (ร้อยละ 5-6 ต่อไป) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 14 การคาดการณ์แนวโน้มของค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยในอนาคต ปัจจัยที่มีผลท าให้ปริมาณการใช้ยาเพิ่ม สูงขึ้นประกอบด้วย การที่คนไทยเข้าถึงยามากขึ้นจากการมีระบบหลักประกันสุขภาพ กลุ่มโรคที่ต้องการการรักษา ต่อเนื่องรวมทั้งโรคเอดส์และกลุ่มประชากรสูงอายุที่ไทยก าลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น ในปี 2568 สำหรับ ปัจจัยที่มีผลทำให้ยามีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยาใหม่และยาที่มีสิทธิบัตร และการขึ้นราคายาตามสถานะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามที่สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่ายด้านยาที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม เกินความจำเป็น และกระบวนการตลาดที่ขาดจริยธรรม โดยพบการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสมและเกินความจำเป็นในทุก ๆ ระดับ ทั้งการใช้ยาในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน การใช้ยาในชุมชนโดยเฉพาะยาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยา ต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ยาชุด เป็นต้น เนื่องจากการใช้ยาเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับระบบสาธารณสุขอื่นๆ โดยอาจเป็นสาเหตุของปัญหา หรือ เป็นผลที่เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน การใช้ยาจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการขึ้นทะเบียน การควบคุมการกระจายยา และการใช้ยาในสถานพยาบาลและ ชุมชน ตลอดจนถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้สั่งใช้ยาและประชาชน จากข้อมูลจากการศึกษาต่างๆ พบว่า ยังมีการใช้ยาอย่างไม่ สมเหตุผลในอัตราที่สูงอาจถึงครึ่งหนึ่งของการใช้ยาทั้งหมด โดยเฉพาะในประเทศ ที่กำลังพัฒนา ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียตามมาทั้งในระดับบุคคลผู้ใช้ยา ทำให้เกิด ปัญหาต่อประสิทธิผลของการรักษา และปัญหาจากความคลาดเคลื่อนหรือผลข้างเคียง ของยา ไปจนถึงสังคมโดยรวม เช่น การเกิดแนวคิดว่าเมื่อเจ็บป่วยแล้วจะต้อง กินยา (one pill for every ill) ทำให้ความต้องการในการใช้ยาเพิ่มมากขึ้นโดย ไม่จำเป็น หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เช่น การเกิดปัญหาเชื้อโรค ดื้อยา (antimicrobial resistance) มากขึ้น จากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้น มีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น และนำไปสู่ความ สูญเสียทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยปีละ 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกา หรือ 9,000 ล้านยูโรในยุโรป ส่วนในประเทศไทย คาดว่ามีมูลค่าสูญเสียทาง เศรษฐกิจจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงปีละกว่า40,000 ล้านบาท ด้วยตระหนักถึงสถานการณ์ และความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ประกอบกับสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีภารกิจหลักคือการให้บริการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนารูปแบบการวิจัยและนวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาวะ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเขตเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เป็นองค์กรต้นแบบด้านสุขภาพ และขยายผลสู่การปฏิบัติในพื้นที่เขตเมืองจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือเทคโนโลยีการส่งเสริมสุขภาวะแก่หน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชน ซึ่งปัจจุบันสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ผู้บริหารมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล และ มีงานบริการตรวจรักษาโรคและสั่งใช้ยารายการ ที่ระบุเป็นตัวชี้วัดใน โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล จัดทำโดย คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งที่ผ่านมางานเภสัชกรรมชุมชน ได้มีการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว ตามกุญแจสำคัญ 6 ประการ สู่โรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (PLEASE) แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และยังไม่ครบถ้วนทุกองค์ประกอบ เพื่อส่งเสริมให้การดำเนินงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น ร่วมกับสอดคล้องกับภารกิจหลักหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ และ นวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาวะ งานเภสัชกรรมชุมชน จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ และครบสมบูรณ์ตามที่คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลได้กำหนดแนวทางขึ้นไว้ โดยกิจกรรมในโครงการเป็นกระบวนการที่สนับสนุนให้ทุกคนในระบบสุขภาพ ทั้งปรับระบบบริการในหน่วยบริการ ให้เอื้ออำนวยต่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล แพทย์สั่งใช้ยาสมเหตุผล ผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งผู้ดูแล มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักในความสำคัญ และให้การยอมรับเรื่องการใช้ยาสมเหตุผล มีเจตคติที่ดีจนกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมในหมู่ ประชาชนผู้ใช้ยาซึ่งรวมถึงตัวผู้ป่วยเอง และบุคคลใกล้ชิดที่อาจมีส่วนช่วยเหลือในการใช้ยาของผู้ป่วย

8. วัตถุประสงค์ :
1. พัฒนาระบบ กลไก และเครื่องมือ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยา อย่างสมเหตุผลให้เกิดขึ้นในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองอย่างเป็นรูปธรรม 2. พัฒนากลวิธีในการสร้างความตระหนักรู้ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการเพื่อนำไปสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผลที่ยั่งยืนในสังคม

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ระบบการให้บริการผู้ป่วยได้รับการปรับปรุงให้เอื้อต่อการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล 1 ระบบ
2.ผู้รับบริการ (ชมรมผู้สูงอายุ สสม.) มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักในความสำคัญ และให้การยอมรับการใช้ยาสมเหตุผล 30 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ระบบการให้บริการผู้ป่วยได้รับการปรับปรุงให้เอื้อต่อการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุสมผล 1 ระบบ
2.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. แต่งตั้งคณะทำงาน ได้แก่เจ้าหน้าที่งานเภสัชกรรม 2. จัดประชุมคณะทำงาน เพื่อชี้แจงรายละเอียด ร่วมวางแผนการดำเนินงาน และคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ 3. ดำเนินงานตามแผนโครงการ ซึ่งประกอบด้วย - จัดประชุมชี้แจงรายละเอียด และขอความร่วมมือ การดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล” แก่คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด - จัดทำฉลากยาเสริม และข้อมูลยาสู่ประชาชน ใน 13 กลุ่มยาโดยให้มี รายละเอียดบนฉลากยา ครบถ้วน แยกตามประเด็น ชื่อยาภาษาไทย ฉลากยาเสริม คำเตือน เอกสารข้อมูลยาสู่ประชาชน - พัฒนาระบบโปรแกรมการสั่งจ่ายยา (Hospital OS) ให้เอื้อต่อการสั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยสร้าง Popup message ให้ปรากฏกำกับ เมื่อแพทย์มีการสั่งจ่ายยารายการยา ที่มีข้อควรระวังเป็น พิเศษ หรือรายการยาที่จำเป็นต้องมีการตรวจติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ ภายในระยะเวลาที่กำหนด - พัฒนาสื่อมัลติมีเดียเรื่องการใช้ยาสมเหตุผล สำหรับประชาชน - จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ตามตัวชี้วัดโครงการที่กำหนดขึ้น 4. ประเมินผลโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดประชุมชี้แจงรายละเอียด และขอความร่วมมือ รวมทั้งข้อเสนอแนะ การดำเนินงานโครงการฯ แก่คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด (PTC) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 525.00
2 จัดทำฉลากยาเสริม(Extended Label) และข้อมูลยาสู่ประชาชน ใน 13 กลุ่มยา 1 รายการ/ชิ้น 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 5,000.00
3 พัฒนาระบบโปรแกรมการสั่งจ่ายยา (Hospital OS) ให้เอื้อต่อการสั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผล 1 ระบบ 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 20,000.00
4 พัฒนาสื่อมัลติมีเดียเรื่องการใช้ยาสมเหตุผล สำหรับประชาชน 1 เรื่อง 1 ม.ค. 2562 - 30 ก.ย. 2562 45,366.00
รวมเป็นเงิน 70,891.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
70,891.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
แพทย์และทันตแพทย์ผู้ลงตรวจ รวมทั้งจนท.งานเภสัชฯ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ผู้รับบริการในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสุภัทรา อนันตนาถรัตน เภสัชกรชำนาญการพิเศษ นางสาว พัชรินทร์ ศรีประทักษ์ เภสัชกรชำนาญการ นาย วิชิต ประเสริฐศิลปกุล เภสัชกรปฏิบัติการ นาง เรืองรอง ช่วยสำเร็จ เจ้าพนักงานเภสัชกรรมชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสุภัทรา อนันตนาถรัตน เภสัชกรชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 15

1. ชื่อโครงการ :
โครงการคนไทยวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร หุ่นดี สุขภาพดี ปีงบประมาณ ๒๕๖๒

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (25)9.3 พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
5.2 โครงการสำคัญ 9. โครงการวัยทำงานศตวรรษที่ 21 หุ่นดี สุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การจะนำพาประเทศไปสู่วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) ซึ่งเป็นประชากรวัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องได้รับการยกระดับศักยภาพในการทำงาน เพื่อสร้างผลิตภาพ (Productive Growth Engine) ให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ซึ่งมีการจัดทำการสำรวจในระดับประเทศ ทั้งหมด 5 ครั้ง ในรอบ 23 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย พบสถานการณ์น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากังวล ความชุกภาวะ น้ำหนักเกิน (BMI ≥ 25 kg/m2 ) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.7 ในปีพ.ศ. 2552 เป็นร้อยละ 37.5 ตามลำดับ โดยเฉพาะในเพศหญิงที่สูงถึงร้อยละ 43 และเพศชาย ร้อยละ 33 จากผลการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร รวบรวมโดยศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๕๘ พบว่าประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบโรคเรื้อรังและภาวะเสี่ยงมากกว่าในระดับประเทศ คือ ความชุกของโรคเบาหวาน ร้อยละ ๙.๒ ความชุกของโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ ๒๙.๘ ความชุกของโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ ๓.๖ และมีภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ ๒๕.๘ และยังพบว่าประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปมีภาวะอ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ ๒๕ Kg/m๒) ร้อยละ ๔๔.๕ ประชาชนในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป ในกรุงเทพมหานครมีอัตราการบริโภคผักและผลไม้น้อยกว่าทุกภาค ร้อยละ 69 ในเพศชายและ ร้อยละ 65 ในเพศหญิง การออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกายของประชาชนกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมทางกายทีไม่เพียงพอ ในเพศหญิง ร้อยละ 27.1 เพศชาย ร้อยละ 23.4 และพบว่าในภาคกลางและกรุงเทพมหานครมีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าภาคอื่นๆผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศ ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2555 โดย สำนักทันตสาธาณสุข กรมอนามัย พบว่า คนไทยวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครแปรงฟันหลังตื่นนอนตอนเช้า ร้อยละ ๑๐๐ แปรงฟันก่อนเข้านอน ร้อยละ ๙๑.๘ และใช้อุปกรณ์เสริมร่วมกับการแปรงฟันร้อยละ ๖๑.๙ โดยใช้น้ำยาบ้วนปาก/น้ำเกลือ ร้อยละ ๓๗.๓ ไหมขัดฟัน ร้อยละ ๑๔.๙ ผลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพ.ศ. 2552 พบว่าการนอนหลับของคนไทยวัยทำงาน 8.2 ชั่วโมงต่อวัน (ประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไป) สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุเบื้องต้นต่อสุขภาพวะของคนไทยในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุของประเทศ ที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นทั้งเพศหญิงและเพศชายแต่กลับมีภาระโรคร่วมด้วยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคกระดูก โรคไต และโรคความจำเสื่อมซึ่งโรคต่างๆนี้สามารถป้องกันได้หากประชาชนมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม การมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในวัยทำงานไม่เหมาะสมส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทำให้ผลผลิตมวลรวมของชาติลดลง และยังส่งผลต่อวัยผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ดังนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ได้จัดทำโครงการคนไทยวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร หุ่นดี สุขภาพดี ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ขึ้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์ในวัยประชากรทำงานเขตกรุงเทพมหานคร ดำเนินงานได้ตอบสนองต่อประเด็นยุทธศาสตร์กรมอนามัย และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่เป็นประเด็นเน้นหนักตามตัวชี้วัดที่กรมอนามัย เป็นการสร้างการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นให้ประชาชนวัยทำงานสามารถดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชน ได้ด้วยตนเอง ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทางตรงคือการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรวัยทำงานให้สูงขึ้น และผลลัพธ์ทางอ้อมคือการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การลดวันลา/วันขาดงาน และเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพกำลังคนวัยทำงานต่อการผลักดันความก้าวหน้าประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเพิ่มค่า GDP ของประเทศที่เกิดจากบุคคลวัยทำงาน

8. วัตถุประสงค์ :
1. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มวัยทำงานในสถานประกอบการ 2. พัฒนาหลักสูตรวิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ (Change Agent) 3. พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในวัยทำงาน 4. พัฒนาองค์กรรอบรู้สุขภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หลักสูตรวิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ (Change Agent) 2 เรื่อง
2.ระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในประชากรวัยทำงาน/โปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง (Smart Health Care) 1 แห่ง
3.รูปแบบสถานประกอบการ/ชุมชนรอบรู้สุขภาพ 2 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สถานประกอบการต้นแบบส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงาน 6 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : โปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง 1 ระบบ
3.เชิงคุณภาพ : ความสำเร็จของโครงการ/การมีส่วนร่วมของเครือข่าย 80 ร้อยละ
4.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขั้นเตรียมการ 1.1 ทบทวนสถานการณ์ จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติดำเนินการ 1.2 ประสานงานผู้รับผิดชอบ 1.3 ประชุมทีมงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ 1.4 จัดเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร/สถานที่ และสื่อต่างๆที่ต้องการใช้ 2. ขั้นดำเนินการ 2.1 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสถานที่ทำงาน/สถานประกอบการผ่าน Change Agent : ดำเนินการในสำนักงานเขต 6 แห่ง (โซนละ 1 แห่ง) - จัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสำนักงานเขต/สถานประกอบการต้นแบบ (สำนักงานเขตต้นแบบ 3 แห่ง : ลาดพร้าว ยานนาวา และคันนายาว สถานประกอบ การต้นแบบ : โรงแรมศิวาเทล) - ประชุมทีมงานเพื่อพัฒนาหลักสูตรวิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ - ทดลองใช้หลักสูตร วิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ (Change Agent) - ประชุมทีมงานเพื่อปรับปรุงหลักสูตรวิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ (Change Agent) - เยี่ยมเสริมพลังและติดตามต่อยอดการดำเนินงานในสถานประกอบการต้นแบบปี 2561 3 แห่ง - ประชุมเพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงาน - สรุปบทเรียน 2.2 พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ผ่านกระบวนการ พชข.: ดำเนินการใน 3 เขต - ประสานความร่วมมือกับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต (พชข.) และคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบ - ประชุมทีมงานเพื่อจัดทำโปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง (Smart Health Care) - ประชุมพัฒนาระบบเฝ้าระวังร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง - ทดลองใช้ระบบเฝ้าระวังและโปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง (Smart Health Care)ในพื้นที่ต้นแบบ - สรุปบทเรียน 2.3 พัฒนาสถานประกอบการ/ชุมชนรอบรู้สุขภาพ : ดำเนินการในสถานที่ทำงาน/สถานประกอบการ/ชุมชนที่สนใจ จำนวน 6 แห่ง - ประชาสัมพันธ์โครงการ/ประสานความร่วมมือกับสถานที่ทำงาน/สถานประกอบการ/ชุมชนที่สนใจ - ประชุมชี้แจงการดำเนินงานองค์กรรอบรู้สุขภาพ (Health Literacy Organization) - สถานที่ทำงาน/สถานประกอบการ/ชุมชนประเมินตนเองตามเกณฑ์องค์กรรอบรู้สุขภาพ (Health Literacy Organization) - พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ ในการสร้างเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพ - จัดประชุมพัฒนาองค์กรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของแกนนำสุขภาพประชากรวัยทำงานในชุมชน/สถานประกอบการ - จัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำเนินงาน 2.4 การควบคุมป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - จัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์สาวไทยแก้มแดงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 - จัดซื้อวิตามินเสริมธาตุเหล็กและโฟลิค 3 ประเมินผลโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการทีมงานเพื่อพัฒนาหลักสูตรวิทยากรแกนนำสุขภาพประชาชนวัยทำงาน (Master Trainer) และหลักสูตรผู้นำสุขภาพ 2 เรื่อง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ม.ค. 2562 6,100.00
2 ประชุมทีมงานเพื่อจัดทำโปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง (Smart Health Care) 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 6,700.00
3 เยี่ยมเสริมพลังเพื่อต่อยอดการดำเนินงานในสถานประกอบการต้นแบบ (ปี ๒๕๖๑) 3 แห่ง 1 ม.ค. 2562 - 30 เม.ย. 2562 2,700.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 3 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 12,000.00
5 จัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์สาวไทยแก้มแดงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 4 แห่ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 12,000.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการทดลองใช้หลักสูตร Change Agent ในสำนักงานเขต 6 แห่งๆ 1 ครั้ง 6 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 30 เม.ย. 2562 44,400.00
7 เยี่ยมเสริมพลังพื้นที่ที่ทดลองใช้หลักสูตร 6 แห่ง 1 เม.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 3,600.00
8 ประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการดำเนินงาน ในสำนักงานเขต 6 แห่งๆ 1 ครั้ง 6 แห่ง/คน 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 48,300.00
9 เยี่ยมเสริมพลังเขตที่ทดลองใช้ระบบเฝ้าระวังและโปรแกรมเฝ้าระวังสุขภาพด้วยตนเอง 6 แห่ง 1 ม.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 3,600.00
10 เยี่ยมเสริมพลังสถานประกอบการ/ชุมชนรอบรู้สุขภาพ 6 แห่ง 1 ก.พ. 2562 - 31 พ.ค. 2562 3,600.00
11 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำเนินงาน 50 คน 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 46,700.00
12 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสำนักงานเขตต้นแบบ 80 คน 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 65,400.00
13 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทดลองใช้หลักสูตร Master Trainer ในเขต 6 เขต (1 เขต/ 1 โซน) 80 คน 1 ก.พ. 2562 - 31 ม.ค. 2562 65,300.00
รวมเป็นเงิน 320,400.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
320,400.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้บริหารเขตในกรุงเทพมหานคร 2. เจ้าหน้าที่จาก สำนักอนามัย/ศบส. 3. ผู้นำองค์กรสถานประกอบการภาครัฐ เอกชน 4. เจ้าหน้าที่จากองค์กรสถานประกอบการภาครัฐ เอกชน 5. ประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2.นางภัทราภรณ์ เอมย่านยาว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางอรอุมา ไชยดำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นายสามารถ อัครอุโฆษ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นายอมร กิมหงวน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. นางวิระฉัตร ชูสิน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 16

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

2. ยุทธศาสตร์ :
1.1 ส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย

4. cluster :
กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (10)3.1 Health literate สร้าง “Smart Parents To Smart kids”
5.2 โครงการสำคัญ 3.โครงการเตรียมความพร้อมเด็กอายุ 2-5 ปี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 7) เสริมสร้างทักษะในชีวิตให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

7. หลักการและเหตุผล :
นมแม่ถือเป็นอาหารของทารกที่สมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดทั้งในแง่ขององค์ประกอบด้านโภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นมแม่ประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น แอนติบอดีและโปรตีนต่างๆ ที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน นอกจากนี้ยังมีเซลล์ที่มีชีวิตต่างๆ ทั้งเซลล์จากแม่ รวมทั้งแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางอาหารของทารกอีกด้วย นมแม่มีความจำเพาะกับแม่และลูก เนื่องจากองค์ประกอบในนมแม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และมีความผันแปรอยู่เสมอ เช่น นมแม่ที่ผลิตขึ้นในแต่ระยะของการเจริญเติบโตของทารกจะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกันและมีสารอาหารตามความต้องการของร่างกายทารก และยังจำเพาะกับสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดีต่างๆ ตามที่แม่สร้างขึ้นผ่านทางนมแม่ นมแม่จึงช่วยให้ทารกสามารถปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องทารกจากสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ นมแม่จึงถือเป็นอาหารและยาที่ดีที่สุดของทารก ซึ่งแตกต่างจากนมผงปรุงแต่งที่ถึงแม้ว่าบริษัทผู้ผลิตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่สามารถสังเคราะห์สารก่อภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะตามที่แม่สร้างได้ อย่างไรก็ตามหากแม่ไม่สามารถให้นมลูกจากอก หรือไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา การเก็บรักษาน้ำนมเพื่อให้ลูกกินในภายหลังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลูกได้รับนมแม่ การจัดเก็บรักษานมแม่เพื่อคงคุณค่าของสารอาหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศต่างๆในโลก จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกปี 2549-2554 อัตราการเลี้ยงลูกด้วนนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ทวีปแอฟริการ้อยละ 34 ทวีปเอเชียร้อยละ 38 เอเชียใต้ร้อยละ 45 ละตินอเมริการ้อยละ 42 ยุโรปร้อยละ 30 ระดับโรคอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ร้อยละ 37 ในปี พ.ศ. 2558 อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนในประเทศไทย ร้อยละ 23.1 ( WHO ) ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ของกรมอนามัย อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ร้อยละ 35 ประกอบกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9 และทางรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติซึ่งได้ถือเป็นนโยบายและปฏิบัติกำหนดจัด กิจกรรมวันแม่แห่งชาติเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อเทิดทูนและเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน และร่วมส่งเสริมพระคุณและบทบาทของสตรีที่เป็นแม่ ที่มีบทบาท สำคัญยิ่งต่อบุคคลในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ เพื่อเป็นการยกย่องให้เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติ ได้เล็งเห็น ความสำคัญของการจัดกิจกรรมในวันแม่ จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการวันแม่แห่งชาติ สายธารรักจากอกแม่ และเพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้เด็กได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอและเหมาะสมตามวัย เป็นพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งการมีภาวะโภชนาการที่ปกติ นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดเหมาะสำหรับทารก ในรายที่มารดาไม่สามารถเลี้ยงดูด้วยนมแม่ จำเป็นต้องใช้ขวดนมให้นมผงแก่ทารก เมื่อโตขึ้นนมยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่ให้แคลเซียมช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน แต่การกินนมปริมาณมากเกินไป ขาดการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกินความต้องการเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ในทางตรงกันข้ามเด็กจำนวนไม่น้อยที่ดูดแต่นมไม่กินอาหารอย่างอื่น ทำให้ได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ เกิดภาวะน้ำหนักน้อย ผอม เตี้ย แกรน การขาดสารอาหารที่จำเป็นหลายๆอย่างเป็นเหตุให้เจ็บป่วยบ่อย ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ รวมทั้งการเรียนด้วย ดังนั้นการทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงการเลี้ยงดูด้วยขวดนมอย่างเหมาะสมและสมวัยจึงมีความสำคัญ การติดขวดนมหรือเลิกขวดช้าเป็นพฤติกรรมที่เกิดผลเสียโตยตรงต่อตัวเด็ก ทั้งปัญหาด้านสุขภาพและพัฒนาการ ดังนี้ ปัญหาฟันผุและการติดเชื้อ ฟันผุในเด็กเล็กมักเกิดจากการดูดขวดนม แล้วนอนหลับคาขวดนม ร่วมกับการ ละเลยการทำความสะอาดของปากและฟันหลังกินนม น้ำตาลแลคโตสในนมจึงสัมผัสกับนมเป็นเวลานาน ถูกเชื้อแบคทีเรียเปลี่ยนเป็นกรดในช่องปาก ทำให้เกิดการละลายแร่ธาตุออกจากตัวฟัน ก่อให้เกิดฟันผุ เรียกว่า Dental bottle caries ฟันน้ำนมมีสารเคลือบฟันและเนื้อฟันน้อยกว่าฟันแท้ ทำให้เกิดการลุกลามสู่ปลายประสาทฟันอย่างรวดเร็ว เกิดการติดเชื้อในช่องปาก ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ยังสามารถติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ การสบฟัน การดูดนมนานทำให้เกิดการยื่นของขากรรไกรบน เมื่อฟันขึ้นจะพบลักษณะของการยื่นของฟันออกไปจากปกติ ซึ่งมักมีปัญหาของความสวยงามและปัญหาการพูดไม่ชัด เสียบุคลิก ขาดความมั่นใจในการพูด เพื่อนล้อเลียน ปัญหาทางโภชนาการ ภาวะอ้วน พบว่าเด็กที่ดูดขวดนมจะกินนมมากกว่าเด็กที่กินนมจากแก้ว มีโอกาสเกิดภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น ภาวะผอม พบว่าเด็กที่เลิกขวดนมช้า จะกินแต่นมไม่กินอาหารอย่างอื่น ทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ร่วมกับเด็กฟันผุ ปวดฟันเคี้ยวอาหารได้น้อย เกิดการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย การขาดธาตุเหล็กและภาวะโลหิตจาง ผลการศึกษาพบว่าเด็กที่ติดขวดนมนานมีความสัมพันธ์กับการลดลงของธาตุเหล็กในร่างกาย ขาดวิตามินซี เด็กที่ติดขวดนมมักไม่กินผักและผลไม้ ปัญหาการกิน เด็กที่ดูดแต่นมขวด จะขาดโอกาสฝีกเคี้ยวอาหาร ชอบกินแต่อาหารที่นิ่มเหลวและไม่ต้องเคี้ยว ปัญหาท้องผูก เกิดจากเด็กดูดนมจากขวดปริมาณมาก อุจจาระจะแข็ง เนื่องจากโปรตีนนมวัวย่อยยากกว่านมแม่ ร่วมกับการไม่กินอาหารอื่น โดยเฉพาะผักและผลไม้ ขาดการพัฒนาทักษะ ในด้านต่างๆอย่างเหมาะสม ได้แก่ กล้ามเนื้อ พบว่าเด็กที่ถือขวดนมติดตัวทำให้ขาดการทำกิจกรรมที่ใช้มือ และมือ 2 ข้างประสานกันน้อยลง ภาษา พบว่าเด็กที่ดูดขวดนมบ่อยๆจะมีปัญหาการใช้ภาษา เพราะขาดการสื่อสาร อารมณ์ พบว่าเด็กจะยึดติดขวดนมเป็นสิ่งปลอบโยน หรือช่วยลดความหงุดหงิดคับข้องใจ แทนการฝึกแสดงอารมณ์หรือการพูด เช่น เวลาที่เขาไม่พอใจ โกรธ เขาจะเรียกหาแต่ขวดนม หรือเวลาที่เขาไม่สุขสบาย ปัสสาวะเปียกผ้าอ้อม เขาก็จะร้องหาขวดนม แล้วผู้ปกครองคิดว่าเด็กหิว แท้ที่จริงแล้วเด็กไม่ได้หิว แต่เขาต้องการเบี่ยงเบนความไม่สุขสบาย โดยการไปดูดขวดนมแทน ด้านสังคม มักถูกล้อเลียนหากมีฟันหลอ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรตระหนักถึงการเลี้ยงดูเด็กด้วยขวดนมอย่างเหมาะสมและควรมีการฝึกเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อที่เด็กสามารถทิ้งขวดนมหลังอายุ 1 ปี อย่างช้า 1 ปีครึ่งได้ ซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตและมีพัฒนาการปกติสมวัยไม่เกิดปัญหาด้านสุขภาพและพัฒนาการจากการติดขวดนมหรือเลิกขวดนมช้า ความสามารถในการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เป็นพัฒนาการขั้นหนึ่งของ เด็กวัยหัดเดินและเป็นกระบวนการที่สำคัญในการดำรงชีวิตในสังคม ผู้ดูแลจึงควรช่วยเหลือให้เด็ก ทุกคนได้รับการฝึกการขับถ่ายเพื่อให้เด็กบอกการขับถ่ายและสามารถขับถ่ายได้ในสถานที่ที่เหมาะสม สาเหตุที่พบบ่อยของปัญหาปฏิเสธการฝึกขับถ่าย ได้แก่ การฝึกที่เข้มงวดจนเกินไป พื้นฐานทางอารมณ์ ของเด็ก ภาวะท้องผูกเรื้อรัง สัมพันธภาพที่ไม่ดีระหว่างผู้เลี้ยงดูและเด็ก เป็นต้น ปัญหาการจมน้ำตายของประชากรโลก นับวันจะทวีความรุนแรง องค์การอนามัยโลก รายงานสถานการณ์ภาระโรคของทั่วโลก (Global Burden of Diseases) ว่าการตกน้ำ จมน้ำ เป็นสาเหตุนำการเสียชีวิตใน 10 อันดับแรกของเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีสัดส่วนการตายสูงสุด จากสถานการณ์ที่ผ่านมาการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี มีเด็กได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นน้ำและจมน้ำเสียชีวิต ช่วง 10ปีที่ผ่านมามีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 9,574 คน ปี2560เท่ากับ 708 คน เด็กกลุ่มอายุ 5-9 ปี เสียชีวิตร้อยละ 40.5 เด็ก 0-2 ปี ร้อยละ 20 เพศชายจมน้ำมากกว่าเพศหญิง 2 เท่าตัว แหล่งน้ำตามธรรมชาติพบว่าจมน้ำสูงสุดร้อยละ 44.9 เด็กปฐมวัยเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะเจริญเติบโตต่อไปเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนทิศทางของประเทศชาติในอนาคต ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี เป็นโอกาสทองที่มีการเจริญเติบโตของสมอง จิตใจ ร่างกาย และมีการเรียนรู้สูงสุด จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการกำหนดรูปแบบการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีสัดส่วนการตายสูงสุด โดยเมื่อวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงต่อการจมน้ำตายในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กเล็กมีความสัมพันธ์กับการดูแลของผู้ดูแลเด็ก การจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านและบริเวณใกล้เคียง พฤติกรรมของเด็กในการปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัย ทักษะการว่ายน้ำและการเอาชีวิตรอดในน้ำ การสร้างความคุ้นเคยกับน้ำจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันความเสี่ยงจากการตกน้ำจมน้ำเสียชีวิตในเด็ก ดังนั้นสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมเลิกขวดนม และให้ความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงจากการตกน้ำ จมน้ำเสียชีวิต จึงได้จัดทำโครงการพัฒนารูปแบบส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยเพื่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเรียนในพฤติกรรมด้านการเลิกขวดนม และฝึกการควบคุมการขับถ่าย และสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย

8. วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อฝึกให้เด็กสามารถเลิกขวดนมได้อย่างถาวร ไม่เกิดปัญหาจากการติดขวดนมหรือเลิกขวดนมช้า 2.เพื่อเป็นการฝึกพัฒนาการเด็กด้านการควบคุมการขับถ่าย 3.ส่งเสริมให้ผู้ปกครองที่ผ่านหลักสูตรมีทักษะความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานพัฒนาการเด็ก การสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็ก การปฐมพยาบาลเด็กเล็กเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากน้ำ และมาตรการความปลอดภัย ป้องกันความเสี่ยงจากการจมน้ำของเด็กเล็ก 4.ส่งเสริมให้เด็กที่ผ่านหลักสูตรมีความคุ้นเคยกับน้ำ และทักษะการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นเมื่อตกน้ำได้ อายุ1-4ปีสามารถเคลื่อนไหวในน้ำและพลิกหงายมาหายใจต่อเนื่อง เพื่อหาที่ปลอดภัย 5.เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประชากรในกรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมเลิกขวดนมและผ้าอ้อมสำเร็จรูป 100 ร้อยละ
2.เด็กปฐมวัยและผู้ปกครองมีทักษะช่วยเหลือตัวเองเมื่อเด็กเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ 100 ร้อยละ
3.ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประชากรในกรุงเทพมหานคร 1 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนเด็กที่สามารถเลิกใช้ขวดนมแลผ้าอ้อมสำเร็จรูป 100 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : จำนวนเด็กมีทักษะการช่วยเหลือตัวเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ 100 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : ผู้ปกครองเกิดความพึงพอใจ 80 ร้อยละ
4.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.ประชุมวางแผนปฏิบัติงานและแต่งตั้งคณะทำงาน 2.ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรม 3. ศึกษาและค้นหาสาเหตุ รวบรวมข้อมูลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัยเตาะแตะที่ยังไม่เลิกขวดนม และเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเด็กอายุ 1ปี 6 เดือน ขึ้นไป 4. ออกแบบกิจกรรมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลเด็กและผู้ปกครอง 6. ฝึกผู้ปกครองให้ฝึกลูกเลิกดูดขวดนมและเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตามวิธีการที่ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ร่วมกันวางแผน 2 สัปดาห์ 7. ติดตามประเมินผลการเลิกขวดนมและเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป หลังสิ้นสุดโปรแกรม 2 สัปดาห์ 1 เดือน และ 3 เดือน เพื่อติดตามการเลิกขวดนมและเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปอย่างถาวร 8. กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงจูงใจโดยให้ผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จในการฝึกลูกเลิกดูดขวดนมและเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทำกลุ่ม KM เพื่อเล่าความสำเร็จในการฝึกลูกเลิกดูดขวดนม และเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป 9.ประชุมทีมดำเนินงานวางแผนการดำเนินงานเรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย 10.ประชุมชี้แจงผู้ปกครองเรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย และแจกตารางการฝึก 10 ครั้ง จะฝึกทุกวันพุธเวลา 14.00น.-14.30น 11.จัดรถรับ-ส่งเด็กและผู้ปกครอง 12.ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย 13.จัดบู๊ทนิทรรศการนมแม่ สอนสาธิตการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 14.กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้คุณแม่ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเรียนรู้สถานการณ์เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัยเตาะแตะที่ยังไม่เลิกขวดนม และเลิกการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเด็กอายุ 1ปี 6 เดือน ขึ้นไป 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 700.00
2 พัฒนา Key massage และแบบประเมินความรอบรู้เรื่องการเลิกขวดนมและการเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 350.00
3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ สร้างแรงจูงใจ ปรับเปลี่ยนเจตคติ และส่งเสริมความรอบรู้ออกแบบกิจกรรมโดยกระบวนการ มีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลเด็ก และผู้ปกครอง 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 6,200.00
4 ติดตามผลการดำเนินงาน 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 1,500.00
5 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน ประเมินผลหลังดำเนินโครงการ 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 700.00
6 ประชุมทีมดำเนินงานวางแผนการดำเนินงานเรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 1,900.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ปกครองเรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย และแจกตารางการฝึก 10 ครั้ง จะฝึกทุกวันพุธเวลา 14.00น.-14.30น. บริการรถรับส่งผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 พ.ย. 2561 13,100.00
8 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำสำหรับเด็กปฐมวัย 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 1,050.00
9 ประชุมวางแผนปฏิบัติงานร่วมกับเสถียรธรรมสถานและแต่งตั้งคณะทำงาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 2,964.00
10 สร้างสื่อประชาสัมพันธ์โครงการ และจัดนิทรรศการ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 13,000.00
11 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 52,315.00
12 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้คุณแม่ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 7,374.00
รวมเป็นเงิน 101,153.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
101,153.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ส.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัยเตาะแตะสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองและสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย/ประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กทุกคนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัยเตาะแตะสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง/ประชาชนผู้สนใจ หญิงตั้งครรภ์ มารดาหลังคลอด และเจ้าหน้าที่จาก ร.พ.เอกชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางมณฑาทิพย์ เหตานุรักษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 2. นางชนัญญา รัตนยงค์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางมณฑาทิพย์ เหตานุรักษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 17

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาระบบบริการและกลไกส่งเสริมมาตรฐานอนามัยแม่และเด็กเขตเมือง ปี 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.1 ส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทย ต่อการเกิดมีชีพแสนคน)
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย

4. cluster :
กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (8)2.2 ขับเคลื่อนการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต
5.2 โครงการสำคัญ 2.โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์และปัญหาด้านสุขภาพของกรุงเทพมหานคร สถานการณ์สุขภาพของประชาชนตลอดช่วงชีวิต สถานการณ์สุขภาวะสตรีและเด็กปฐมวัย (0–5 ปี) แม่และเด็กด้านสุขภาวะของมารดา ข้อมูลจากรายงาน สถิติกรุงเทพมหานครปี 2559 โดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล พบว่าอัตราการตายมารดาในสถานบริการสาธารณสุขสังกัดกรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2557, 2558, 2559 เท่ากับ 17.0, 18.9 และ 20.1 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน ตามลำดับ และในปี 2559 พบว่า หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์คุณภาพครบ 5 ครั้ง ตามเกณฑ์ ร้อยละ 53.8 และอัตราทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 5.88 ด้านภาวะโภชนาการ ในปีพบว่าเด็กอายุ 0 – 5 ปี สูงดีสมส่วน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังต่ำอยู่ คือ มีเพียงร้อยละ 47.7 และจากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า มีภาวะอ้วน ร้อยละ 4 เด็กอายุ 0–6 เดือนกินนมแม่อย่างเดียวเพียง ร้อยละ 23.1 สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ปี 2559 พบว่าเด็กอายุ 0-5 ปีมีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 98.79 เกินเป้าหมายร้อยละ 85 จากการคัดกรองพัฒนาการตามกลุ่มอายุ (ผลการคัดกรองตั้งแต่วันที่ 4-8 กรกฎาคม 2559) พบเด็กอายุ 9 ,18 ,30 ,42 เดือนมีพบเด็กไทยมีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 76.70 พัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 23.30 เป้าหมายร้อยละ 20 เด็กสงสัยพัฒนาการล่าช้าได้รับการตืดตามกระตุ้นร้อยละ 55.99 และหลังได้รับการ กระตุ้นเด็กมีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 94.36 พบเด็กพัฒนาการล่าช้า ร้อยละ 5.64 แบ่งเป็นพัฒนาการ ล่าช้าด้านการใช้ภาษาร้อยละ 52.25 ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญาร้อยละ 47.1 ด้านการ เข้าใจภาษาร้อยละ 47.02 ด้านการเคลื่อนไหวร้อยละ 34.62 และด้านการช่วยเหลือตนเองร้อยละ 31.88 (แผนการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560) ในปีพ.ศ.2560 ผลการคัดกรองพัฒนาการ เด็กปฐมวัยไทย พบเด็กไทยมีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 78.4 พัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 21.6 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อนามัยที่ 13 กรุงเทพฯ ได้เยี่ยมเสริมพลังและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครูพี่เลี้ยงศูนย์เด็กเล็กในเขตบางเขน ดินแดง และดุสิต จำนวน 18 แห่ง ข้อมูลจากการถอดบทเรียน จากผลการดำเนินงานดังกล่าวและข้อมูลเชิงคุณภาพจากการเยี่ยมเสริมพลังพื้นที่สามารถสะท้อนให้เห็น ข้อสังเกตและ แนวทางในการพัฒนาการดำเนินงาน 4 ประเด็นหลักคือ กลไกการขับเคลื่อนงานพัฒนาการ เด็กไทยให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ความเพียงพอของคู่มือ DSPM คุณภาพของการคัดกรองพัฒนาการเด็ก และ การเข้าถึงคู่มือ DSPM ในกลุ่มพ่อแม่ หรือผู้ปกครองให้สามารถใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่บ้าน ได้ด้วยตนเองและ ภาคีเครือข่ายศูนย์เด็กเล็กต้องการให้สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ จึงเป็นโอกาสพัฒนาในการร่วมอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยในพื้นที่นำร่องกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ในปี 2561ที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้ขยายภาคีเครือข่ายการทำงานเรื่องเด็กปฐมวัย ในระดับปฐมภูมิ โดยประสารความร่วมมือกับกรมวิชาการและ เขตสุขภาพที่13 กรุงเทพมหานครโดยอบรมพัฒนาการใช้เครื่องมือ DSPMให้กับบุคลาการคลินิกอบอุ่น 168 แห่งที่ทำระบบประกันสุขภาพ พัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงเด็กในพื้นที่นำร่อง 10 เขตด้วยกิจกรรมบูรณาการงาน 4H (Head Heart Hand Health) 4กระทรวงกลักให้ครบครันและครอบคลุมทุกมิติ และอบรมพัฒนาหลักสูตรมหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิต ในคลินิกอบอุ่นทำให้มั่นใจได้ว่าภาคีเครือข่ายของสภาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง มีความพร้อมในบทบาทการร่วมอภิบาลระบบสุขภาพในพื้นที่เขตเมือง อันจะทำให้ระบบสุขภาพมีความเข็มแข็งและยั่งยืน

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนามาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็ก 2. เพื่อขยายความครอบคลุมของระบบรายงานพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายการทำงานด้านอนามัยแม่และเด็ก 4. พัฒนาต้นแบบ Best Practice ด้านอนามัยแม่และเด็ก

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ภาคีเครือข่าย (คลินิกชุมชนอบอุ่น) ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ในการขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2500 วัน 166 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ภาคีเครือข่ายศูนย์เด็กเล็กได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เป็นองค์กร HLO 3 แห่ง
2.เชิงคุณภาพ : ภาคีเครือข่ายคลินิกชุมชนอบอุ่นได้รับการพัฒนาให้เป็นองค์กร HLO 3 แห่ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ทบทวนกระบวนการและผลการดำเนินงานปี 2561 2. ศึกษาสอบถามความต้องการภาคีเครือข่าย 3. จัดทำแผนงานโครงการ ปี 2562 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม 3.1 พัฒนามาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กในคลินิกชุมชนอบอุ่น 3.2 สร้างต้นแบบคลินิกชุมชนอบอุ่น HLO 3.3 พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็กตามเกณฑ์ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพแห่งชาติเป็นองค์กร HLO 4. ดำเนินงานตามแผน 5. ทบทวนกระบวนการทำงาน (รายไตรมาส)

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ BBL ในคลินิกชุมชนอบอุ่น 1 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 5,700.00
2 ประชุมการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 8,750.00
3 ประชุมเชิงปฎิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานต้นแบบ HLO ศูนย์เด็กเล็ก และคลินิกชุมชนอบอุ่น (2 วัน)มอบเกียรติบัตรศูนย์เด็กเล็กHLO 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 109,600.00
4 สำรวจบริบทและประเมินคลินิกชุมชนอบอุ่นนำร่องต้นแบบHLO 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 2,500.00
5 ประชุมถอดบทเรียนการดำเนินงานด้นแบบHLO 10 ครั้ง/คน 1 ก.ค. 2562 - 1 ก.ค. 2562 22,800.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2,500 วัน แรกของชีวิตตามมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็ก 180 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 319,516.00
รวมเป็นเงิน 468,866.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
468,866.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าหน้าที่คลินิกชุมชนอบอุ่น

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. คลินิกชุมชนอบอุ่น กรุงเทพมหานคร 2. ศูนย์เด็กเล็ก

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางศิริพรรณ บุตรศรี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางจันทิรา นันทมงคลชัย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. นางพัชรี รื่นเริง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาวไปรมา นาคนิยม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางสาวกรรณิการ์ เจริญจิตร พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นางสาวราตรี ชายทอง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางศิริพรรณ บุตรศรี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 18

1. ชื่อโครงการ :
โครงการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในกรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (3)1.3 ควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2562
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
สารไอโอดีนมีความสำคัญในกระบวนการสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ของร่างกายและสมอง ทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างปกติ โดยเฉพาะทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๒ ขวบ หากขาดสารไอโอดีนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการสมองและร่างกายของทารกในครรภ์ จะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลดความเฉลียวฉลาด หรือระดับสติปัญญา(ไอคิว) ของเด็กถึง ๑๐-๑๕ จุด ทำให้เด็กมีปัญหาการเรียน และกระทบต่อการเจริญเติบโต ส่วน วัยเด็กถึงวัยรุ่นร่างกายจะเจริญเติบโตช้า สติปัญญาด้อยลงกว่าคนปกติ และมีอาการคอพอก ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะมีอาการคอพอก เหนื่อยง่าย สมรรถนะในการทำงานลดลง จากผลการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญานักเรียนไทย ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ไอคิวเฉลี่ยของเด็กประถมศึกษาปีที่ ๑ ในกรุงเทพมหานครเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลง โดยครั้งล่าสุดปี 2557 อยู่ที่ 101.35 จุด ลดลงจาก ปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 103 จุด (เกณฑ์มาตรฐาน 100 จุด) ในขณะที่ผลการสำรวจปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของ หญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มการขาดสารไอโอดีนเพิ่มสูงขึ้น และผลการสำรวจความครอบคลุมของการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในครัวเรือนกรุงเทพมหานคร ปี 2557 พบว่า มีการใช้เกลือไอโอดีนที่มีคุณภาพร้อยละ 80.47 ต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ ร้อยละ 90 จากการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการสู่เป้าหมายการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๕๒ โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก องค์การยูนิเซฟและสภานานาชาติเพื่อการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน ระบุว่ามีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยในการดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์ขาดสารไอโอดีนในระยะ ๕ ปี ที่ผ่านมา แม้ว่าจะสามารถควบคุมโรคคอพอกประจำถิ่น (endemic goiter) ในกลุ่มเด็กได้แล้ว แต่ยังคงมีปัญหาการขาดสารไอโอดีนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิดและผู้สูงอายุ ประเด็นปัญหาที่สำคัญ คือ ขาดการวางแผนและดำเนินการอย่าง บูรณาการ ข้อมูลที่ได้นำมาเชื่อมโยงเพื่อบ่งชี้สถานการณ์พื้นที่ที่เป็นปัญหาและได้ให้ข้อเสนอไว้ว่า การดำเนินงานจะให้ประสบผลสำเร็จสูงสุดต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงโครงการและบ่งชี้ประเด็นและยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อเร่งความก้าวหน้าในประเทศไทย สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จึงได้จัดทำโครงการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินงานดังกล่าว จะนำไปใช้ในการวางแผนบริหารจัดการเฝ้าระวังโรคขาดสารไอโอดีนต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อทราบสถานการณ์การใช้เกลือไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.เพื่อพัฒนาต้นแบบชุมชนไอโอดีนนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สถานการณ์การใช้เกลือไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 ชุด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : งานรณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน 1 ครั้ง
2.เชิงปริมาณ : กลุ่มตัวอย่างได้รับการเก็บข้อมูลครบตามเป้าหมาย 300 ครัวเรือน
3.เชิงคุณภาพ : มีการนำสถานการณ์มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ 1 ครั้ง
4.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1การตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภคในครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ประสานและชี้แจงแนวทางการตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภค - จัดเตรียมอุปกรณ์การตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภค - พื้นที่ดำเนินการสุ่มตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภค - ติดตามตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล - สรุปและรายงานผล 2 การรณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน ในวันไอโอดีนแห่งชาติ 3.การพัฒนาชุมชนไอโอดีนนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 รณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน ในวันไอโอดีนแห่งชาติ 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 5,000.00
รวมเป็นเงิน 5,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
5,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 มิ.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1 สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 19

1. ชื่อโครงการ :
พัฒนาโรงเรียนเขตเมืองรอบรู้อนามัยสิ่งแวดล้อม (Green and Clean Literate School)

2. ยุทธศาสตร์ :
2. สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
15) ตำบลมีชุมชนที่มีศักยภาพในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างน้อยตำบลละ 1 ชุมชน

4. cluster :
กลุ่มอนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (6)1.6 พัฒนาการจัดการน้าบริโภคและสุขาภิบาลอาหารในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนที่จะต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อเป็นการเตรียมพื้นฐานที่ดีให้เด็กๆได้เจริญเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศ การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีการบริหารจัดการให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ ตลอดจนมีความปลอดภัยในชีวิตและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้เด็กๆเติบโตได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เมื่อกล่าวถึงอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนนั้นก็จะประกอบด้วยหลายเรื่อง เช่น การบริโภคอาหาร น้ำสะอาด การใช้ส้วม และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ข้อมูลจากการสุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคของโรงเรียนพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ พื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2561 พบว่าส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์น้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย และมีไม่ผ่านเกณฑ์ทางด้าน pH coliform bacteria และfecal coliform ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โดยลักษณะการเกิดโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อมักมีอัตราป่วยสูงในช่วงฤดูร้อน สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด การมีสุขวิทยาส่วนบุคคล และสุขนิสัยในการเตรียม ปรุงอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว จึงควรส่งเสริมให้บุคลากรและนักเรียนมีความรอบรู้ รู้จักการป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ จากปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้บุคลากรและนักเรียนมีความรอบรู้ และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อพัฒนาโรงเรียนเขตเมือง รอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.โรงเรียนเขตเมืองรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงคุณภาพ : รูปแบบโรงเรียนเขตเมืองรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม 1 ชุด
2.เชิงเวลา : การดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V1) 2. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา key massage รอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V1) 3. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบประเมินความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน: องค์กร และบุคคล 4. ประชุมเชิงปฏิบัติการคืนข้อมูลและหารือรูปแบบกระบวนการพัฒนาความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V1) 5. ประชุมเชิงปฏิบัติการประเมินความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน 6. ประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V2-V3) 7. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V4-V5) 8. ติดตามประเมินผลการพัฒนาความรอบรู้ (V4-V6) 9. ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการดำเนินงานฯ 10. พัฒนาจัดทำสื่อโรงเรียนรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 7,295.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา key massage รอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 4,850.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบประเมินความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน: องค์กร และบุคคล 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 2,625.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการคืนข้อมูลและหารือรูปแบบกระบวนการพัฒนาความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 4,875.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการประเมินความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 3,500.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V2-V3) 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 30,950.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน (V4-V5) 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 3,500.00
8 ติดตามประเมินผลการพัฒนาความรอบรู้ (V5-V6) 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 500.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการดำเนินงานฯ 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 17,920.00
10 พัฒนาจัดทำสื่อโรงเรียนรอบรู้สุขอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน 3 รายการ/ชิ้น 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 8,200.00
รวมเป็นเงิน 84,215.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
84,215.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงเรียนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ (กพด.) กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
สำนักอนามัย/สวล แกนนำ นร. ครู เครือข่าย รร . กพด.

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร/ สำนักการศึกษา/สำนักงานเขต /สำนักสิ่งแวดล้อม

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ นางสาวเมธ์วดี นามจรัสเรืองศรี นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ นางสาวภาวินี แสนสำราญ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 20

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาองค์กร สร้างคุณค่า สร้างความสุข ขับเคลื่อนกำลังคน สถาบันพัฒนา สุขภาวะเขตเมือง

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (53)17.1 ยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลกรมอนามัย
5.2 โครงการสำคัญ 17. โครงการยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารและพัฒนาบุคลากร

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
จากการดำเนินงานโครงการยกระดับ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนกำลังคน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ปี 2561 มีการดำเนินงานกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การจัดการความรู้ และนวัตกรรม ด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ การยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารและพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมการพัฒนา และบริหารการดำเนินงาน ด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น เพื่อให้สอดล้องเป้าหมายความสำเร็จของการดำเนินงานด้านการบริหารงานทรัพยากรบุคคลกรมอนามัย คือ “คนดี สร้างคุณค่า สร้างความสุข” ในปี 2562 จึงควรดำเนินงานยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารและพัฒนาบุคลากร สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ผลักดันให้การขับเคลื่อนบริหารกำลังคน (Manpower management) สอดรับกับระบบการบริหารผลปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และอำนวยความเป็นธรรม ส่งผลให้เพิ่มความสุข และดุลยภาพชีวิตการทำงาน ให้บุคลากรมีคุณธรรม จริยธรรม และเกิดความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล กลุ่มงานพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนกำลังคน จึงขออนุมัติโครงการพัฒนาองค์กร สร้างคุณค่า สร้างความสุข ขับเคลื่อนกำลังคน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อให้การดำเนินงานยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคล รองรับการพัฒนาสมรรถนะกำลังคนเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ได้อย่าง ถูกต้อง ทันเวลา ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อพัฒนาสมรรถนะกำลังคนรองรับระบบสุขภาพ 2 เพื่อให้หน่วยงานมีการขับเคลื่อนสืบสานวัฒนธรรมที่ดี พร้อมยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง สร้างนวัตกรรมและการวิจัย ไปใช้ประโยชน์ให้หน่วยงานและเป็นแหล่งอ้างอิงให้กับเครือข่ายได้

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรมีสมรรถนะทางวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 200 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กลุ่มเป้าหมายเข้ารับการประชุม ไม่ต่ำกว่า 250 คน
2.เชิงคุณภาพ : ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจในภาพรวม ไม่ต่ำกว่า 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 95 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 มอบหมายผู้รับผิดชอบ แต่งตั้งคณะทำงาน วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายละเอียดกิจกรรม จัดประชุม เตรียมความพร้อมคณะทำงาน 2 ดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด 3 ประเมินผล สรุปผลงานแต่ละกิจกรรม 4 ถอดบทเรียนพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การปฐมนิเทศข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ประจำปีงบประมาณ 2562 30 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 5,700.00
2 การประชุมคณะกรรมการงานประกันสุขภาพ พัฒนางานบริการสู่การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม 35 คน 1 พ.ย. 2561 - 31 ส.ค. 2562 66,500.00
3 การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากร เรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analysis และการสร้างรายงานในรูปแบบ Data visualization 60 คน 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 28,530.00
4 การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากร เรื่อง Google for office online 60 คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 28,530.00
5 การประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารขับเคลื่อนองค์กร จัดทำแผนเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความสุขในที่ทำงาน และการสร้างความรักและความผูกพันให้กับองค์กร 80 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 16,890.00
6 การประชุมจัดทำตัวชี้วัดบ่งชี้ระดับบุคคล ตามแผนสมรรถนะของสายงานรายบุคคล 80 คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 16,890.00
7 การประชุมเชิงปฏิบัติการระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากร ตามแผนสมรรถนะรายบุคคล และแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan) 120 คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 22,800.00
8 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะการเงิน การบัญชีและพัสดุ 120 คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 100,400.00
9 การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรซ้อมแผนการเคลื่อนย้ายและซ้อมแผนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) 220 คน 1 มิ.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 94,970.00
10 การประชุมเชิงปฏิบัติการ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งความสุขและมีดุลยชีวิตในการทำงาน 250 คน 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 889,670.00
รวมเป็นเงิน 1,270,880.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,270,880.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 31 ส.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ห้องประชุมสถานที่ราชการ และห้องประชุมกรุงเทพและต่างจังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1 วิทยากร แขกผู้มีเกียรติ และผู้บริหารกรมอนามัย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2 บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 3 ผู้สังเกตการณ์ และคณะทำงาน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ผู้บริหารและบุคลากรกรมอนามัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1 นางวิชดา คุ้มยิ้ม ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ 2 นางสาวสุชาดา เดชเดชา ตำแหน่งนายช่างศิลป์ชำนาญการ 3 นางอัจฉริยา กิจชมภู ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4 นางสาวชญานิษฐ์ สมเจริญ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5 นางสาวอัจฉรา โพชะโน ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6 นายภาณุภณ ศิระวุฒิพร ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 7 นายเทวพงศ์ วงค์เขื่อนแก้ว ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ 8 นายเมธีร์ ชะรัดรัมย์ ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ 9 นายวิทยุทธ์ นิลรัตน์ ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ 10 นางสาวตรียานุช ดอนคง ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางเกศรา ประเสริฐจิต

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 21

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติ

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กรมอนามัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (65)21.1 พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)
5.2 โครงการสำคัญ 21. โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 องค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 9) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาวะที่ดี

7. หลักการและเหตุผล :
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ตั้งแต่ ปี 2544 คือมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า ร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด สาเหตุสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว มาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ อัตราการเกิดลดลง และไทยมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งเกิดจากความสำเร็จของนโยบายวางแผนครอบครัวที่เน้นการคุมกำเนิด ตั้งแต่ปี 2513 ที่ส่งผลให้อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์และการสาธารณสุข ทำให้คนไทยมีอายุยืนยาว แม้พบว่าคนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่กลุ่มผู้สูงอายุกลับมีภาวะเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น กลุ่มโรคที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยมาก 3 ลำดับแรก คือ กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ และกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิง (กลุ่มติดบ้านและกลุ่มติดเตียง) ซึ่งสถานการณ์พึ่งพิงในผู้สูงอายุของไทย มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2553 พบว่าผู้สูงอายุอยู่ในภาวะพึ่งพิง ร้อยละ 19.7 และจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.3 ในปี 2583 ดังนั้น เพื่อลดภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอาย โดยที่ผู้สูงอายุจะต้องมีสุขภาพดี และช่วยเหลือตัวเองได้ จึงต้องมีมาตรการส่งเสริมสุขภาพประชากรทุกช่วงวัย มีสุขภาพดี เพื่อในบั้นปลายชีวิต จะได้ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครางการโครงการบริหารยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติ ขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ ๕ กลุ่มวัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม ทฤษฎีถนนชีวิตเพื่อสุขภาพ (Life Course Approach)

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ แผนคำของบประมาณ ของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2 สนับสนุนการดำเนินงานทุกกลุ่มวัยให้บรรลุเป้าหมาย 3 นิเทศ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานทุกกลุ่มวัย

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองทุกระดับได้รับการถ่ายทอดนโยบายเพื่อนำไปปฏิบัติิ 150 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : การดำเนินของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองใน 5 กลุ่มวัย และอนามัยสิ่งแวด บรรลุตามเป้าหมาย 1 หน่วยงาน
2.เชิงคุณภาพ : ร้อยละความสำเร็จตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 จัดทำแผนงานโครงการ 2 จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเปลี่ยนแปลง ศูนย์อนามัยที่ 13 และคณะกรรมการพัฒนาขับเคลื่อนและพัฒนาระบบราชการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง มุ่งสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง (HPO) ตามแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) 3 ประสาน สนับสนุนการดำเนินในแต่ละกิจกรรม 4 สรุปผลการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมคณะกรรมการ PMQA 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 8,215.00
2 รับนิเทศและนิเทศงานในเขตกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 44,895.00
3 รวมประชุม / ติดตามการตรวจราชการและการนิเทศงาน เขตสุขภาพที่ 13 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 2,500.00
รวมเป็นเงิน 55,610.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
55,610.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ภาคีเครือข่ายและบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางเตือนใจ ชีวาเกียรติยิ่ยง นางนฤมล กระแสร์ นางสาวนงนุช เดชอุปการ นางสาวอนุธิดา บุญยืน นางปณิดา ศรีบุญธรรม

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางเตือนใจ ชีวาเกียรติยิ่งยง นักวิชาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 22

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาสุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่นในเขตเมือง

2. ยุทธศาสตร์ :
1.2 ส่งเสริมเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
5) ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ (caries free) และเด็กอายุ 12 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (12)4.1 ยกระดับการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ(HPS) ด้วยกระบวนการโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ
5.2 โครงการสำคัญ 4.โครงการโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School : HLS)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
ปัญหาสุขภาพของเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จากรายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ของประเทศไทยปี 2559 เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ของประเทศไทยปี 2560 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 12.93 (ภาคเรียนที่ 1 ปี 2560 , HDC ) สูงดีสมส่วน ร้อยละ 63.10 (ไม่รวมกรุงเทพฯ) สถานการณ์เด็กวัยเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 14.19, 14.7 ค่อนข้างเตี้ยและเตี้ย ร้อยละ 6.36, 7.16 และผอม ร้อยละ 3.63, 4.09 (ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 และภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560) (สำนักอนามัย กรุงเทพฯ) พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของนักเรียน อายุ 10 ปี และ 12 ปี พบว่านักเรียนมีการบริโภคอาหาร ร้อยละ 60.2,46.5 กิจกรรมทางกาย ร้อยละ 20.6,21.4 ทันตสุขภาพ ร้อยละ 34.5,78.6 การนอน ร้อยละ 61.4,81.9 อนามัยส่วนบุคคล ร้อยละ 79.0,18.1 และอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ร้อยละ 20.5,61.2 (ที่มา : สำนักทันตสาธารณสุข ปี 2560) นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กวัยเรียนมีฟันผุ ร้อยละ 42.22, 30.96 (ปี 2558 และปี 2559 สำนักอนามัย กรุงเทพฯ) ระดับกิจกรรมทางกายในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น (อายุ 6 – 17 ปี) ได้รับการสำรวจจากหน่วยงาน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ติดต่อกันทุกปี ใน 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อใช้เกณฑ์กิจกรรมทางกายที่เพียงพอของเด็ก อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน พบว่าวัยเด็กและวัยรุ่นมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ร้อยละ 27 และพฤติกรรมเนือยนิ่งในแต่ละวันของคนไทย ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา พบว่าสูงถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้พบว่าการมีกิจกรรมทางกายในวัยเรียนและวัยรุ่นมีแนวโน้มลดลง และระดับพฤติกรรมเนือยนิ่งของประชากรไทยเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2558 ร้อยละ 10 และในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 14 (ที่มา:สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล) การประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และพฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavior) ตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ในสถานศึกษาของนักเรียน อายุ 7-18 ปี พบว่า ส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพอใช้ ร้อยละ 63.2 และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับดีมาก ร้อยละ 31.8 (กองสุขศึกษา, 2559) เป้าหมาย ปี 2564 คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับดีมาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 (ที่มา: แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 , ประเมินจากการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับชาติ ทุก 3-5 ปี) พฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ พบว่านักศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมป้องกันการเสี่ยงทางเพศอยู่ในระดับปานกลาง (ที่มา : ณฐาภพ ระวะใจ : 2554) สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น/อายุ 10–14ปี และ 15– 19 ปี พบว่าอัตราการคลอดต่อประชากรหญิง อายุ 10-14 ปี เท่ากับ 1.4 และอัตราการคลอดต่อประชากรหญิง อายุ 15-19 ปี เท่ากับ 42.5 (ที่มา : แผนการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561) ซึ่งมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง ทั้งปริมาณและสัดส่วน เคลื่อนไหวออกแรงน้อยในแต่ละวัน รวมทั้งค่านิยม กินอาหารตามวัฒนธรรมตะวันตก คืออาหารขยะ อาหารจานด่วน น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ส่งผลให้เด็กไทยมีปัญหาฟันผุ อ้วน การเจ็บป่วยและการเกิดปัญหาสุขภาพจะน้อยลง หากทุกคนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตาม ซึ่งต้องเริ่มต้นปลูกฝังที่เด็ก เยาวชนให้มีการปฏิบัติตัวในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง และปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อให้เป็นสุขนิสัยเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมเด็กวัยเรียนวัยรุ่นให้มีรูปร่างสูงดีสมส่วน 2 เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาให้เกิดโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนรอบรู้สุขภาพ 3 เพื่อสร้างเสริม/ติดตามการดำเนินงานด้านโภชนาการ /สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยบูรณาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายของโรงเรียน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จำนวนต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) อย่างน้อย 2 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนการพัฒนาศักยภาพแกนนำนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม 3 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : จำนวนการจัดทำสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพด้วยตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 1 ครั้ง
3.เชิงปริมาณ : จำนวนการจัด Love Milk Day 1 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : จำนวนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความสูงของเด็กวัยเรียนด้วยการกระโดดเชือก 1 แห่ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 ต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) กิจกรรมที่ 1.1 ประสาน/ชี้แจงโครงการกิจกรรม กิจกรรมที่ 1.2 สำรวจสถานการณ์สูงดีสมส่วน/พฤติกรรมสุขภาพ/สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเป้าหมาย กิจกรรมที่ 1.3 สรุป/วิเคราะห์/คืนข้อมูลของโรงเรียน กิจกรรมที่ 1.4. ประชุมชี้แจง/สร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) และประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนเริ่มกิจกรรม กิจกรรมที่ 1.5 ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อหาข้อตกลงในการขับเคลื่อนต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (MOU) กิจกรรมที่ 1.6 ประชุมร่วมกำหนดแผนการดำเนินงานต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) กิจกรรมที่ 1.7 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย(ทำกิจกรรมร่วมตามบทบาทกระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ในกลุ่มเป้าหมาย) กิจกรรมที่ 1.8 ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ กิจกรรมที่ 1.9 ประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพภายหลังเข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมที่ 1.10 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานฯ (ถอดบทเรียน) กิจกรรมที่ 1.11 ประชุมสรุปผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนคณะทำงาน กิจกรรมที่ 2 พัฒนาศักยภาพแกนนำนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม กิจกรรมที่ 3 Love Milk Day กิจกรรมที่ 4 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความสูงของเด็กวัยเรียนด้วยการกระโดดเชือก กิจกรรมที่ 4.1 ส่งหนังสือประกาศรับสมัคร กิจกรรมที่ 4.2 ลงพื้นที่ชี้แจง/แจ้งเกณฑ์/ท่าทาง กิจกรรมที่ 4.3 ลงพื้นที่เก็บข้อมูล Pre test/ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย กิจกรรมที่ 4.4 ให้เวลาในการฝึก 2 เดือน กิจกรรมที่ 4.5 ประกวด กิจกรรมที่ 4.6 ลงพื้นที่เก็บข้อมูล Post test/ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย กิจกรรมที่ 4.7 วิเคราะห์ผล/สรุป/คืนข้อมูล กิจกรรมที่ 5 จัดทำสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพด้วยตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 และชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 กิจกรรมที่ 5.1 ประสานงานผู้เกี่ยวข้อง กิจกรรมที่ 5.2 ประชุมคณะกรรมการ กิจกรรมที่ 5.3 จัดพิมพ์แบบบันทึกฯ กิจกรรมที่ 5.4 ตรวจรับ กิจกรรมที่ 5.5 ประสานงานการจัดส่ง กิจกรรมที่ 5.6 สรุปผลการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 สรุป/วิเคราะห์/คืนข้อมูลของโรงเรียน 1 ชุด 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 6,000.00
2 พัฒนาออกแบบสื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 ชุด 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 16,000.00
3 จัดทำชุดข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพ (ชุดตัวอย่าง) 1 ชุด 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 20,000.00
4 ประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพภายหลังเข้าร่วมกิจกรรม 1 แห่ง 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 2,070.00
5 สำรวจสถานการณ์สูงดีสมส่วน/พฤติกรรมสุขภาพ/สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเป้าหมาย 3 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 1,500.00
6 ประชุมชี้แจง/สร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) และประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนเริ่มกิจกรรม 3 แห่ง 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 35,060.00
7 ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อหาข้อตกลงในการขับเคลื่อนต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (MOU) 3 แห่ง 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 13,200.00
8 ประชุมร่วมกำหนดแผนการดำเนิน ต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLS) 3 แห่ง 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 23,040.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานฯ (ถอดบทเรียน) 3 แห่ง 1 พ.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 48,612.00
10 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความสูงของเด็กวัยเรียนด้วยการกระโดดเชือก 3 แห่ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 4,500.00
11 พัฒนาศักยภาพแกนนำนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม 52 คน 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 10,380.00
12 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย(ทำกิจกรรมร่วมตามบทบาทกระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ในกลุ่มเป้าหมาย) 100 คน 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 130,240.00
รวมเป็นเงิน 310,602.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
310,602.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานครและพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1 บุคลากรด้านสาธารณสุข เช่น กรมสุขภาพจิต , สำนักอนามัย (กองสร้างเสริมสุขภาพ, งานโภชนาการ), ศูนย์บริการสาธารณสุข 2 ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน สามเณร ที่เป็นเครือข่ายในสถานศึกษา สังกัดกทม., สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 3 มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health foundation) 4 สำนักงานเขตกทม. , พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กทม.

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้อง (ศบส., สำนักอนามัย สำนักงานเขต) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ที่เป็นเครือข่ายในสถานศึกษา (ตัวแทนฝ่ายการศึกษา กทม., สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักอนามัย กทม., ศูนย์บริการสาธารณสุข) ,โรงเรียนในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในโรงเรียนเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางณิชนันทน์ ไพรวิจารณ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางศรีสุดา สว่างสาลี ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ นางพจนา พลรังสิต ตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ นางสาววีรฉัตร จรัสฉิมพลีกุล ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางสาวจุไรรัตน์ ทนเสถียร ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ นางสาวจุฬาลักษณ์ สาและ ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัตถพรสวรรค์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 23

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการ ในการจัดการเหตุรำคาญเขตเมืองตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข 2535

2. ยุทธศาสตร์ :
2. สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
15) ตำบลมีชุมชนที่มีศักยภาพในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างน้อยตำบลละ 1 ชุมชน

4. cluster :
กลุ่มกฏหมาย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (58)18.2 ส่งเสริมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย
5.2 โครงการสำคัญ 18. โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมอนามัย

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 14) ส่งเสริมการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนสู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

7. หลักการและเหตุผล :
ปัจจุบันปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญในประเทศไทยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ในที่นี้หมายถึงเหตุรำคาญตามมาตรา 25 พระราชบัญญัติการสาธารณสุข 2535 ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากมลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น เสียงดัง กลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากขยะอุตสาหกรรม ฯลฯ รวมถึงกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (หมายถึง กิจการที่มีกระบวนการผลิตหรือกรรมวิธีผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรคซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงนั้นไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ แสง เสียง ความร้อน การสั่นสะเทือน รังสี ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า ฯลฯ) สิ่งเหล่านี้หากไม่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าด้วยการสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน พระราชบัญญัติการสาธารณสุขพ.ศ. 2535 มีจุดมุ่งหมายที่จะดูแลประชาชนให้ได้อยู่ในสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสม มีการดำรงชีพในสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจกรรม การกระทำทุกอย่าง และกิจการประเภทต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน ครัวเรือน ชุมชน ตลอดจนกิจการขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ได้กำหนดแนวทางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญไว้ในมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะตรวจสอบ ให้คำแนะนำ หรือออกคำสั่งเพื่อแก้ไขหรือระงับเหตุรำคาญนั้น ซึ่งการดำเนินงานอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานหรืออาศัยเทคโนโลยีช่วยประกอบการวินิจฉัย รวมทั้งใช้ทักษะในการใช้ดุลยพินิจในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มีเจตนารมณ์ในการให้ความคุ้มครอง ประชาชนด้านสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม มีการกระจายอำนาจการออกกฎหมายสู่ท้องถิ่น ให้สามารถออกข้อกำหนดของท้องถิ่นในการควบคุมดูแล ให้มีเจ้าพนักงานสาธารณสุขในการตรวจตรา แนะนำ เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้มีคณะกรรมการสาธารณสุข กำกับดูแล ให้การสนับสนุน และให้สิทธิแก่ประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ได้ กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสาธารณสุข ในการออกคำสั่งทางปกครอง และในมาตรา 66 กำหนดให้ผู้ที่ได้รับคำสั่ง หากไม่พอใจคำสั่งหรือพิจารณาแล้วว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานไม่เหมาะสม ผู้ที่ได้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ภายในสามสิบวัน นับตั้งแต่รับทราบคำสั่ง (พระราชบัญญัติการสาธารณสุข, 2535) จากข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น กรณีการออกคำสั่งทางปกครอง อาจเกิดปัญหาในการออกคำสั่งโดยมิชอบได้ นำมาซึ่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้รับคำสั่ง กรณีคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องเพิกถอนคำสั่งนั้น คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายบางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมได้ จึงอาจต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกผลของคำสั่ง เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้นคำสั่งทางปกครอง ไม่ว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็อาจมีการเพิกถอนได้ เพียงแต่การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน คำสั่งทางปกครองที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าไม่มีผลกระทบต่อผู้ใด หรือมีผลกระทบต่อบางคน แต่มีประโยชน์สาธารณะที่สำคัญมาเกี่ยวข้องอาจมีการเพิกถอนไปทั้งหมด ในบางกรณีคำสั่งทางปกครองอาจไม่ขัดต่อกฎหมายเสียทั้งหมด หรืออยู่ในดุลพินิจการใช้กฎหมายว่าจะสมควรปฏิบัติเช่นใด การเพิกถอนผลของคำสั่งทางปกครองเพียงบางส่วนก็อาจเกิดขึ้นได้ (ฐิติพร ลิ้มแหลมทอง, 2550) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านสุขภาพอนามัย โดยการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับท้องถิ่นเป็นผู้มีบทบาทในการใช้อำนาจแห่งกฎหมายนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการออก“คำสั่งทางปกครอง” เพื่อบังคับต่อประชาชน เป็นการป้องกันการกระทำที่ผิดพลาด ในขั้นตอนก่อนมีการออกคำสั่งทางปกครองหรือในขั้นตอนการพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริง ก่อนออกคำสั่งทางปกครองในชั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ครอบคลุมการดำเนินงานของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองตั้งแต่การพบข้อเท็จจริง ที่เป็นเหตุแห่งการออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือได้รับคำร้อง หรือคำขอจากประชาชนคู่กรณี การเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง การออกคำแนะนำ ตลอดจนกระบวนการจัดทำคำสั่งทางปกครอง การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามกฎหมายมีวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดแก่คู่กรณีผู้รับคำสั่งทางปกครอง โดยเปิดโอกาสให้ คู่กรณีโต้แย้งคำสั่ง และขอให้ฝ่ายปกครองทบทวนและเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเพิกถอนคำสั่ง เป็นกระบวนการที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนและเป็นวิธีการที่ช่วยแก้ไข ความเดือดร้อนหรือเสียหายของคู่กรณีในขั้นต้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป (ศูนย์บริหารกฎหมายสาธารณสุข กรมอนามัย, 2558) สถานการณ์การเกิดเหตุร้องเรียนด้านมลพิษ ในปี พ.ศ. 2560 กรมควบคุมมลพิษได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษจากทั่วประเทศ จำนวน 817 เรื่อง สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาได้รับการแจ้งเรื่องร้องเรียนสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 210 เรื่อง ปัญหามลพิษทั่วประเทศที่ได้รับการร้องเรียนสูงสุด คือ ปัญหากลิ่นเหม็น เฉลี่ยร้อยละ 46 รองลงมาคือปัญหาฝุ่นละออง/เขม่าควัน เฉลี่ยร้อยละ 21 และเสียงดัง/เสียงรบกวน ร้อยละ 16 (กรมควบคุมมลพิษ,2561) จากการศึกษาข้อมูลของศูนย์บริหารกฎหมาย กรมอนามัย ปี2557-2559 ในเรื่องปัญหาการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อแก้ไขปัญหาเหตุร้องเรียนของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั่วประเทศ กรณีเพิกถอนคำสั่งตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ปัญหาเหตุรำคาญที่มีการอุทธรณ์มีทั้งหมด 417 เรื่อง ผลการศึกษาเป็นเรื่องอุทธรณ์ที่มีการเพิกถอนคำสั่ง 44 เรื่อง สำหรับคำสั่งทางปกครองที่ถูกเพิกถอนมากที่สุดออกโดยกรุงเทพมหานครจำนวน 20 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 45.45 รองลงมาคือ คำสั่งทางปกครองที่ออกโดย อบต. ทั้งหมด 11 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 25 คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยเทศบาลตำบล,เทศบาลเมืองและเทศบาลนคร ทั้งหมด 9,1และ3 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 20.45,2.27และ6.82 ตามลำดับ จากข้อมูลเหตุผลการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองส่วนใหญ่เป็นเรื่องข้อกฎหมายไม่ถูกต้องและข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ (เมธี ชุ่มศิริ,2561) รวมทั้งข้อมูลสถิติจากศูนย์บริหารกฎหมายสาธารณสุขพบว่า ปี 2556-2560 กรุงเทพมหานครมีจำนวนเรื่องอุทธรณ์ รวม 175 เรื่องซึ่งมีแนวโน้มการเกิดเรื่องอุทธรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในพื้นที่ควรได้รับการพัฒนาศักยภาพทั้งในเชิงวิชาการด้านการสาธารณสุข ความรู้ด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และความรู้สหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองมีแนวคิดที่จะพัฒนากระบวนการจัดการเหตุรำคาญโดยเสริมสร้างความรอบรู้ด้านกฏหมายและวิชาการ ในการจัดการเหตุรำคาญ เพื่อให้สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ประกอบการดำเนินการอย่างถูกต้อง เป็นธรรม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ช่วยลดจำนวนเรื่องร้องเรียน ลดเรื่องอุทธรณ์และลดคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการ ในการจัดการเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข 2535 ขึ้น

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการ ในกลุ่มเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานเหตุรำคาญ 2. เพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านกฎหมายและการจัดการเหตุรำคาญในกลุ่มแกนนำประชาชน ผู้ประกอบการและภาคีเครือข่าย 3. สนับสนุนการดำเนินงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น และสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการจัดการเรื่องร้องเรียน 4. สนับสนุนภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานด้านกฎหมายสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน 5. พัฒนาต้นแบบสำนักงานเขตรอบรู้เรื่องการจัดการเหตุรำคาญ 6. สร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายทุกระดับในการจัดการเหตุรำคาญ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ต้นแบบสำนักงานเขตรอบรู้เรื่องการจัดการเหตุรำคาญ 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กรณีการอุทธรณ์ในพื้นที่ได้รับการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระบบงานของหน่วยงาน (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายและกระบวนการจัดการเหตุรำคาญสำนักงานเขต 2. ประชุมเรียนรู้การจัดการเหตุรำคาญของแกนนำประชาชน ผู้ประกอบการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 3. กรณีมีเรื่องอุทธรณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ 4. จัดทำแบบประเมินความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการในการจัดการเหตุรำคาญ 5. เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 6. ประชุมพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการในการจัดการเหตุรำคาญของสำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 7. จัดทำสื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านด้านกฎหมายและวิชาการในการจัดการเหตุรำคาญสำหรับประชาชน 8. ถอดบทเรียนและการติดตามประเมินผล

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายและกระบวนการจัดการเหตุรำคาญสำนักงานเขต 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 825.00
2 ประชุมเรียนรู้การจัดการเหตุรำคาญของแกนนำประชาชน ผู้ประกอบการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 5,725.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้ด้านกฎหมายและวิชาการในการจัดการเหตุรำคาญของสำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 43,000.00
4 ประชุมเชิงปฎิบัติการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านกฎหมายและการจัดการเหตุรำคาญ ในแกนนำประชาชน ผู้ประกอบการและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 1 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 11,700.00
5 จัดทำสื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านด้านกฎหมายและวิชาการในการจัดการเหตุรำคาญสำหรับประชาชน 1 รายการ 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 2,050.00
6 การติดตามประเมินผล 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 300.00
7 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ 12 เรื่อง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 600.00
รวมเป็นเงิน 64,200.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
64,200.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานจัดการเหตุร้องเรียนและงานอุทธรณ์ จากสำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร และศูนย์บริหารกฎหมาย

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชน สถานประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นาง ฐิฎา ไกรวัฒนพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ น.ส. พรพรรณ ทองผดุงโรจน์ นิติกร

19. ผู้เสนอโครงการ :
นาง ฐิฎา ไกรวัฒนพงศ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 24

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาสถานบริการสาธารณสุขลดโลกร้อนเขตเมือง BANGKOK GREEN & CLEAN Hospitals PLUS

2. ยุทธศาสตร์ :
2. สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
15) ตำบลมีชุมชนที่มีศักยภาพในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างน้อยตำบลละ 1 ชุมชน

4. cluster :
กลุ่มอนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (42)14.2 พัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐานวิชาการ รูปแบบ ต้นแบบ นวัตกรรม วิจัยและเทคโนโลยี
5.2 โครงการสำคัญ 14.โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการการสาธารณสุขตามเกณฑ์ GREEN&CLEAN Hospitals

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 14) ส่งเสริมการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนสู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

7. หลักการและเหตุผล :
สถานบริการสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่ให้การบริการประชาชนทั้งด้านการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมเป็นจำนวนมาก และหลายๆ กิจกรรมเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง เช่น การใช้กระแสไฟฟ้า การเดินทางของบุคลากรและผู้ป่วย การติดต่อสื่อสาร การขนส่งวัสดุอุปกรณ์ สินค้าและบริการต่างๆ อีกทั้งยังมีของเสีย ทั้งเศษอาหารจากตึกผู้ป่วย โรงอาหาร ร้านอาหาร สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการขับถ่าย ตลอดจนเกิดมูลฝอยและมูลฝอยติดเชื้อ และนอกจากนั้นยังมีการใช้สารเคมีเพื่อการรักษาผู้ป่วย กิจกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากการดำเนินกิจกรรมของสถานพยาบาล มุ่งเน้นการจัดการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีสถานบริการสาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการและพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาลเป็น GREEN & CLEAN Hospital เพียง 13 แห่ง ซึ่งเป็นสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และในปี 2561 ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕7๙ มีเป้าหมายให้โรงพยาบาลกรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีการดำเนินการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ Green & Clean Hospital อย่างต่อเนื่อง โดยมีการลดปริมาณขยะที่ต้นทาง การใช้ประโยชน์จากของเสีย การพัฒนาส้วม การลดใช้พลังงาน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดโลกร้อน อาหารปลอดสารพิษ และการจัดสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาลในกรุงเทพมหานครให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จัดทำโครงการพัฒนาสถานบริการสาธารณสุขลดโลกร้อนเขตเมือง BANGKOK GREEN&CLEAN Hospitals PLUS ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อพัฒนาและยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสถานพยาบาลในกรุงเทพมหานครให้เป็น GREEN & CLEAN Hospital Plus ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อนในสถานพยาบาล และเผยแพร่แนวทางการลดโลกร้อนจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน โดยมุ่งหวังเพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและเพื่อให้ชุมชนเขตเมือง มีความเข้มแข็ง สุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับประชาชนในพื้นที่เขตเมือง

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาและยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสถานพยาบาลในกรุงเทพมหานครให้เป็น GREEN & CLEAN Hospital Plus 2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อนในสถานพยาบาล 3. เพื่อเผยแพร่แนวทางการลดโลกร้อนจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.มีเกณฑ์ Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS ที่เหมาะสม สำหรับเขตเมือง 1 ฉบับ
2.เครือข่ายโรงพยาบาล สังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วมนโยบายขับเคลื่อน Bangkok G&C Hospitals PLUS เขตเมือง 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกาศนโยบายขับเคลื่อน Bangkok G&C Hospital Plus เขตเมือง 80 ร้อยละ
2.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมหารือพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์ Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS ที่เหมาะสม 2. ประชุมเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกาศนโยบายการขับเคลื่อน Bangkok G&C Hospitals PLUS เขตเมือง 3. เยี่ยมเสริมพลังการพัฒนา Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS 4. ถอดบทเรียนการพัฒนา Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน Bangkok G&C Hospitals PLUS ในเขตเมือง 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 90,350.00
2 ประชุมเชิงปฎิบัติการถอดบทเรียนการพัฒนา Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS เขตเมือง 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2562 - 31 ก.ค. 2562 3,800.00
3 ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS 3 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 8,550.00
4 เยี่ยมเสริมพลัง Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS 5 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 2,500.00
5 พัฒนาสื่อในการประชาสัมพันธ์ Bangkok GREEN&CLEAN Hospitals PLUS 100 เล่ม 1 ต.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 24,500.00
รวมเป็นเงิน 129,700.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
129,700.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เขตเมือง (กรุงเทพมหานคร)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ผู้บริหาร, นักวิชาการ, พยาบาล) สังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสังกัดหน่วยงานสาธารณสุขอื่นๆ 2. เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ผู้บริหาร,นักวิชาการ) จากสำนักงานเขตและหน่วยงานอื่นในสังกัดกรุงเทพมหานคร 3. ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ผู้บริหาร, นักวิชาการ, พยาบาล) 2. เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ผู้บริหาร,นักวิชาการ,เจ้าพนักงาน) 3. ประชาชนเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
น.ส.ศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ น.ส.กนกอร ศรีจันทวงษ์ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ น.ส.ภาวินี แสนสำราญ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ น.ส เมธาวดี นามจรัสเรืองศรี นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
น.ส.ศิริทร ดวงสวัสดิ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 25

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาความรอบรู้ในการป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษในโรงเรียนเขตเมือง

2. ยุทธศาสตร์ :
2. สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
15) ตำบลมีชุมชนที่มีศักยภาพในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างน้อยตำบลละ 1 ชุมชน

4. cluster :
กลุ่มอนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (47)15.4 สร้างความรอบรู้ด้านวิชาการและกฎหมาย สื่อสารสาธารณะและสร้างกระแสสังคม
5.2 โครงการสำคัญ 15.โครงการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 10) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเพื่อการบริโภค

7. หลักการและเหตุผล :
ปรากฏการณ์อากาศ ขมุกขมัว คล้ายหมอกควันตอนเช้าในกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนเดือนมกราคม-ต้นเมษายน หากไม่สังเกตคงคิดว่าคือหมอกยามเช้า และเป็นอยู่แบบนี้ทั้งวันไม่จางหายไป ปรากฏการที่เกิดขึ้น ถูกอธิบายจากกรมควบคุมมลพิษว่า มันคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกกว่า PM 2.5 ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก สภาพอากาศนิ่ง ชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก จากข้อมูลรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทยในปี 2560 ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 25 ไมครอน (pm 2.5) ตรวจวัดได้ในช่วง 2-116 มคก./ลบ.ม. โดยค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้ มีเกินมาตรฐาน 13 จังหวัด จาก 18 จังหวัดที่มีการตรวจวัด โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยรายปี 28 มคก./ลบ.ม. และมีค่าสูงสุดถึง 95 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน ความชุกของการเกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่เกิดช่วง เดือนมกราคม-ต้นเมษายน ของแต่ละปี เนื่องจากช่วงฤดูดังกล่าวจะมีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่งคือเกิดจากการมีมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมี อุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ฯลฯ ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงจึงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐาน แหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (Paticulate Matters 2.5) มาจากไอเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ควันจากการหุงต้มโดยใช้ฟืน และก๊าซบางชนิด เช่น SO2NOx และ VOC สามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่นในอากาศทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ (สุชาติ เกียรติ วัฒนเจริญ, 2558) สำหรับกรุงเทพมหานครแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กส่วนใหญ่มาจากไอเสียของเครื่องยนต์ จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก ระบุ จำนวนรถที่จดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 มกราคม 2561 มีรถที่จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพฯ กว่า 9.8 ล้านคัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ประมาณ 4.2 ล้านคัน, รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ประมาณ 1.3 ล้านคัน, รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน 77,867 คัน, รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีประมาณ 3.5 ล้านคัน และ รถจักรยานยนต์สาธารณะ ซึ่งสาเหตุหลักปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร ผลกระทบต่อสุขภาพของฝุ่นละอองขนาดเล็ก คือ สามารถผ่านเข้าไปในทางเดินหายใจได้ลึก โดยระบบทางเดินหายใจ เช่น ขนจมูกไม่สามารถที่จะกรองเพื่อไม่ให้เข้าไปในส่วนลึกของระบบทางเดินหายใจได้ จึงมีอันตรายมากกว่าฝุ่นละอองขนาดใหญ่ ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้ อาการโดยเฉียบ พลัน มีตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงอันตรายต่อชีวิต สำหรับผู้ที่รับสัมผัสเป็นเวลานานๆ อาจไม่มีอาการที่รุนแรงมากนักในระยะต้น อาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ หรือมีไข้ จนถึงเกิดการอักเสบของไซนัส อาการของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกหรือหายใจมีเสียงดังวี๊ซ หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ปอดเป็นพังผืด (Pneumoconiosis) ซึ่งเกิดจากสัมผัสฝุ่นขนาดเล็กในปริมาณที่มากและระยะเวลานาน และ มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมักเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีองค์ประกอบบางอย่าง เช่น Arsenic Chromate Poly aromatic hydrocarbon (PAH) (สุชาติ เกียรติวัฒนเจริญ, 2558) สถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศของไทย (สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข, 2559) พบอัตราผู้ป่วยนอกตามกลุ่มสาเหตุ 10 ลำดับแรกในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ.2555-2559) ไม่รวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศจัดอยู่ในกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ (J00-199) สูงเป็นอันดับ 1 ในปี 2555-2556 และสูงเป็นอันดับ 3 ในปี 2557-2559 และจัดอยู่ในกลุ่มโรคระบบไหลเวียนโลหิต (I00-199) สูงเป็นอันดับ 2 ในปี 2555-2556 และสูงเป็นอันดับ 1 ในปี 2557-2559 และสถานการณ์โรคมะเร็งปอด พบอัตราการตาย มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งปอดมากที่สุด รองลงมาคือภาคเหนือ กฎหมายและค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ กำหนดค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในเวลา 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ค่าเฉลี่ยรายปี ไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร โดยวิธีการตรวจวัดแบบ Beta Ray สำหรับประเทศไทยยังมิได้นำ PM 2.5 มาใช้ในการวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ซึ่งตามหลักขององค์การอนามัยโลกจะมีการนำค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ไนโตรเจนออกไซด์ (NO2), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), โอโซน (O3), PM10 และ PM 2.5 มาใช้ในการวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ทำให้ไม่ทราบค่ามลพิษในอากาศที่แท้จริง กราฟจะแสดงผลเพียงสีเขียวหรือเหลืองเป็นหลัก แต่หากเรานำค่า PM 2.5 มาวัดจะส่งผลให้กราฟขึ้นไปถึงสีส้มและสีแดง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง และการยังมีข้อจำกัดการนำเสนอค่า PM2.5 แบบเรียลไทม์ แทนค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จากสถานการณ์ปัญหาและระดับอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีความรุนแรงมากกว่าฝุ่นละอองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ เป็นต้น จะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกาว่ากลุ่มปกติทั่วไป รวมทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงเขตเมือง จึงได้มีการพัฒนารูปแบบโรงเรียนเขตเมืองรอบรู้ป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงมีความรอบรู้และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อพัฒนาต้นแบบโรงเรียนเขตเมือง รอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากจากมลพิษอากาศ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.โรงเรียนเขตเมือง รอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากจากมลพิษอากาศ 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : โรงเรียนเขตเมือง รอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่สุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 1 แห่ง
2.เชิงคุณภาพ : รูปแบบโรงเรียนเขตเมืองรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 1 ชุด

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศในโรงเรียน (V1) 2. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา key massage รอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศในโรงเรียน (V1) 3. ประชุมพัฒนาแบบประเมินความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศในโรงเรียน : องค์กร และบุคคล 4. ประชุมเชิงปฏิบัติการคืนข้อมูลและหารือรูปแบบกระบวนการพัฒนาความรอบรู้ การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศ (V1) 5. ประเมินความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ 6. ประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศในโรงเรียน (V2-V3) 7. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรอบรู้ การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ (V4-V5) 8. ติดตามประเมินผลการพัฒนาความรอบรู้ (V5-V6) 9. ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการดำเนินงานฯ 10. พัฒนาจัดทำสื่อโรงเรียนรอบรู้ป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฎิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษในโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 1,750.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา key massage รอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษในโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 4,750.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบประเมินความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษในโรงเรียน : องค์กร และบุคคล 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 875.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการคืนข้อมูลและหารือรูปแบบกระบวนการพัฒนาความรอบรู้ การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษในโรงเรียน (V1) 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 3,875.00
5 ประเมินความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 500.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรอบรู้ การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ (V4-V5) 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 875.00
7 ประชุมติดตามประเมินผลการพัฒนาความรอบรู้ (V5-V6) 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 875.00
8 ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการดำเนินงานฯ 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 12,560.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมความรอบรู้การป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ (V2-V3) 2 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 31 มี.ค. 2562 11,775.00
10 พัฒนาจัดทำสื่อโรงเรียนรอบรู้ป้องกันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพฯ 4 ชุด 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 4,665.00
รวมเป็นเงิน 42,500.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
42,500.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 30 มิ.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงเรียนในเขตเมือง กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร/ สำนักการศึกษา/ สำนักงานเขต /สำนักสิ่งแวดล้อม

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร/ สำนักการศึกษา/ สำนักงานเขต /สำนักสิ่งแวดล้อม

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ นางสาวเมธ์วดี นามจรัสเรืองศรี นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ นางสาวภาวินี แสนสำราญ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ยงยส หัถพรสวรรค์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายแพทย์เกษม เวชสุทธานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 26

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมทันตกรรมสุขภาพสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ประจำปีงบประมาณ 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.1 ส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ
1.2 ส่งเสริมเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทย ต่อการเกิดมีชีพแสนคน)
4) ร้อยละของเด็กอายุ 3 ปี ปราศจากฟันผุ
6) ร้อยละของเด็กวัยเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้านการบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย และทันตสุขภาพ

4. cluster :
กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (11)3.2 ขับเคลื่อนการพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ(13)4.2 เสริมสร้างและสื่อสารความรอบรู้ด้านสุขภาพ
5.2 โครงการสำคัญ 4.โครงการโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School : HLS)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 7) เสริมสร้างทักษะในชีวิตให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

7. หลักการและเหตุผล :
โดยทั่วไปแล้วฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นในช่องปากเมื่อเด็กอายุประมาณ 6 เดือน และฟันน้ำนม จะขึ้นครบทั้งปากคือ 20 ซี่ เมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ปี แต่ปัญหาฟันน้ำนมผุสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เด็กอายุ 9 เดือน เนื่องจากชั้นเคลือบฟันของฟันน้ำนมจะบางกว่าฟันแท้ประมาณครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ฟันน้ำนมยังมีแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นองค์ประกอบของความแข็งแรงของตัวฟันน้อยกว่าในฟันแท้ ทำให้ปัญหาโรคฟันผุในฟันน้ำนมลุกลามได้เร็วและรุนแรงกว่าฟันแท้ จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของเด็กปฐมวัยที่มารับวัคซีนในคลินิกเด็กดี ที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และเด็กปฐมวัยในสถานอนามัยเด็กกลาง และศูนย์เด็กวัลลภ ไทยเหนือ ในปีงบประมาณ 2561 พบว่าเด็กปฐมวัยมีปัญหาฟันผุถึงร้อยละ 24 ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากกการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ทั้งพฤติกรรมการใช้ขวดนม การให้นมมื้อดึก การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน และการดูแลสุขอนามัยช่องปาก ครอบครัวจึงมีบทบาทต่อการสร้างพฤติกรรมซึ่งส่งผลต่อทันตสุขภาพของเด็ก การเริ่มต้นกิจกรรมการส่งเสริมทันตสุขภาพในเด็กปฐมวัยเป็นการสร้างพื้นฐานพฤติกรรมสุขภาพที่สำคัญในระยะยาวของชีวิต มีส่วนช่วยลดอัตราการเกิดโรคฟันผุในฟันแท้ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สังคม และสติปัญญาสมวัย ดังนั้นกลุ่มงานทันตสาธารณสุข สถายบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองจึงเล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพในเด็กปฐมวัย ปัญหาด้านทันตสุขภาพเป็นปัญหาสำคัญที่พบมากในนักเรียนประถมศึกษาเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆที่ตรวจพบในกลุ่มเดียวกันและปัญหาด้านทันตสุขภาพนั้นนอกจากจะมีผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากของเด็กแล้วยังมีผลกระทบต่อการเรียนและพัฒนาการของเด็ก นักเรียนประถมศึกษาอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีฟันแท้ขึ้นใหม่ๆ ลักษณะรูปร่างฟันมีหลุมร่องลึกทำให้เกิดโรคฟันผุได้ง่าย นอกจากนี้อุปนิสัยของเด็กที่ชอบรับประทานของหวาน ตลอดจนมีข้อจำกัดในเรื่องความสามารถในการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคในช่องปากได้ง่าย หากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีพอ โรคในช่องปากเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้และสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเริ่มต้นส่งเสริมตั้งแต่วัยเด็ก การฝึกฝนให้เด็กมีทันตสุขนิสัยที่ดีและการส่งเสริมและป้องกันรวมทั้งการบำบัดรักษาในระยะเริ่มแรกของการเป็นโรค จะช่วยป้องกันและควบคุมโรคในช่องปากของเด็กได้ จากการตรวจสุขภาพช่องปากนักเรียนตามระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา และโรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา สายไหม ซึ่งอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ประจำปี 2560 พบว่านักเรียน ป.1 - ป.2 มีฟันน้ำนมผุ 318 คน คิดเป็นร้อยละ 74.82 มีฟันแท้ผุจำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 17.88 เหงือกอักเสบจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 5.41 โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพในโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยาและโรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา สายไหม ได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปีเป็นการดำเนินงานที่โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานส่งเสริม ป้องกัน รักษา สุขภาพช่องปากของนักเรียน การดำเนินงานจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากครู นักเรียน ผู้ปกครองและทันตบุคลาการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการแปรงฟันที่ถูกวิธี และสม่ำเสมอทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนและควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้ปกครองพาเด็กมารับบริการทันตกรรม ระยะตั้งครรภ์เป็นจุดเริ่มต้นที่มีความสำคัญสำหรับการให้กำเนิดทารก ให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย และสติปัญญา แม้ว่าการตั้งครรภ์ของสตรีจะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็เป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ทำให้หญิงมีครรภ์มีความไม่สบายกายและมีความวิตกกังวล ดังนั้นจึงจำเป็นที่หญิงตั้งครรภ์ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ซึ่งปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปากของหญิงมีครรภ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปอาจส่งผลให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์มี การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย อีกทั้งพฤติกรรมการกินอาหารจะมีผลทำให้เกิดโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ ซึ่งมีผลต่อการเกิดภาวะการณ์คลอดก่อนกำหนดและเด็กแรกเกิดน้ำหนักน้อย แม่ที่มีฟันผุในปากสามารถแพร่เชื้อไปสู่ลูกโดยทางน้ำลาย การดูแลสุขภาพช่องปากในระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ควรบูรณาการไปพร้อมกับการให้บริการฝากครรภ์ จากปัญหาที่ผ่านมาพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการทันตกรรมที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองมีปัญหาสุขภาพช่องปาก คือ โรคฟันผุ และเหงือกอักเสบ เนื่องจากในช่วงวัยนี้จะเป็นวัยทำงานจึงไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมากนัก ซึ่งการมีสุขภาพช่องปากที่ดีถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการตั้งครรภ์ของมารดา และพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นฝ่ายทันตสาธารณสุข สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ประจำปีงบประมาณ 2562

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อให้ผู้ปกครองเด็กอายุ 0-5 ปี เกิดความตระหนักถึงความสำคัญ และมีพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากบุตรหลานของตนได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย 2 เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ (1-2) ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก 100% 3 หญิงตั้งครรภ์รายใหม่ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและส่งต่อเพื่อรับการรักษาในรายที่จำเป็น

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.คู่มือการให้คำแนะนำการดูแลอนามัยช่องปากเด็กปฐมวัย 1 เรื่อง
2.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก 100 ร้อยละ
3.หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปาก 100 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำโครงการ 2.ประชุมวางแผนการดำเนินโครงการร่วมกับคณะทำงาน 3.ดำเนินกิจกรรมการตรวจสุขภาพช่องปากและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยที่ กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สถานอนามัยเด็กกลาง และศูนย์เด็กเล็ก วัลลภ ไทยเหนือ 4.ตรวจสุขภาพช่องปากนักเรียนทุกคนตามระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพประจำปี เดือนพฤษภาคม -สิงหาคม 2562 5.ดำเนินกิจกรรมการตรวจสุขภาพช่องปากและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์ที่กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 6.สรุป และวิเคราะห์ข้อมูล 7.จัดทำรายงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 เด็กปฐมวัยในสถานอนามัยเด็กกลาง และศูนย์เด็กเล็กวัลลภ ไทยเหนือ ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปาก 2 ครั้ง/ปี 2 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 31 ส.ค. 2562 32,500.00
2 รณรงค์ส่งเสริมการแปรงฟันอย่างถูกวิธี 100 ร้อยละ 1 ธ.ค. 2561 - 31 พ.ค. 2562 6,000.00
3 หญิงตั้งครรภ์ได้รับตรวจและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ 100 ร้อยละ 31 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 43,360.00
รวมเป็นเงิน 81,860.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
81,860.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
31 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1 กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2 สถานอนามัยเด็กกลาง 3 ศูนย์เด็กเล็กวัลลภ ไทยเหนือ 4.โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา และโรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา สายไหม

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. เด็กปฐมวัยสถานอนามัยเด็กกลางและศูนย์เด็กเล็กวัลลภ 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ (1-2) โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา และโรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา สายไหม . 3.หญิงตั้งครรภ์รายใหม่ที่มาฝากครรภ์ กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1 นายวรวิทย์ ใจเมือง ตำแหน่งทันตแพทย์ชาญการพิเศษ 2 นางสาวจิราพร ไพศาลสินสุข ตำแหน่งทันตแพทย์ชำนาญการ 3 นายสิทธิเดช สุขแสง ตำแหน่งทันตแพทย์ชำนาญการ 4 นางสาวสุภาวิตา ภคเอกภัทร ตำแหน่งทันตแพทยืชำนาญการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวเยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายยงยส หัถพรสวรรค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................