หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 1

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการป้องกัน/ควบคุม NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (30)10.2 ขับเคลื่อน Health Literacy และพฤติกรรมสุขภาพพึงประสงค์
5.2 โครงการสำคัญ 10.โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
ในปี พ.ศ. 2560 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ครั้งที่ 6 ปี 2560 โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 83,880 ครัวเรือน ทุกจังหวัดทั่วประเทศทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล พบว่า จากประชากรไทยจำนวน 67.6 ล้านคน เป็นประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป 11.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.7 ของประชากรทั้งหมด โดยโครงสร้างด้านประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” (Aged society) ตั้งแต่ปี 2548 คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 10 และตามการคาดประมาณประชากรของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete aged society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด การเตรียมความพร้อมก่อนวัยสูงอายุ และช่วงวัยสูงอายุจึงมีความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันประชากรไทยเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น จากฐานข้อมูลผู้ป่วยในที่เข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2551-2552 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่ม 4.2 เท่า โรคความดันโลหิตสูงเพิ่ม 7.1 เท่า โรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 3.9 เท่า โรคเบาหวานเพิ่ม 4.8 เท่า โรคมะเร็งตับเพิ่ม 8 เท่า และโรคถุงลมโป่งพอง 1.23 เท่า ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2556 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 5,165 คน ซึ่งสูงกว่าข้อมูลการตายปี 2555 ที่มีจำนวน 3,684 คน และมีแนวโน้มของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546 และปี 2556 พบว่า อัตราผู้ป่วยในด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 389.8 ต่อประชากรแสนคน (จำนวน 218,218 ราย) เป็น 1621.72 ต่อประชากรแสนคน (จำนวน 1,047,979 ราย) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เช่นเดียวกับโรคเบาหวานที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน ในปี 2556 จำนวน 9,647 ราย คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน 14.93 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 698,720 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน 1081.25 ต่อแสนประชากร สำหรับกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าว 58,681 คน คิดเป็นอัตราตายของโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 90.34 ต่อแสนประชากร โดยแบ่งเป็นสาเหตุโรคหลัก ดังนี้ สาเหตุจากโรคหัวใจขาดเลือด จำนวน 18,079 คน และโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 25,114 คน เนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม บริโภคหวาน มัน เค็มมากเกินไป บริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ การดูแลสุขภาพก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และวัยสูงอายุจึงมีส่วนสำคัญ สภาพแวดล้อมนั้นมีความสัมพันธ์กับการเอื้อต่อการมีภาวะสุขภาพที่ดี การเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพจิตใจของการก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จากรายงานการสำรวจสุขภาวะผู้สูงอายุไทย ปี 2556 (กรมอนามัย ร่วมกับ HITAP และ สปสช.) พบว่า ผู้สูงอายุไทยร้อยละ 95 มีความเจ็บป่วยด้วยโรคหรือปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 41 โรคเบาหวานร้อยละ 18 ข้อเข่าเสื่อมร้อยละ 9 เป็นผู้พิการ ร้อยละ 6 โรคซึมเศร้าร้อยละ 1 และผู้ป่วยนอนติดเตียงร้อยละ 1 มีเพียงร้อยละ 5 ที่ไม่มีโรคหรือปัญหาสุขภาพดังกล่าว นอกจากนี้องค์การ Alzheimer’s Disease International มีรายงานการประเมินผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมทั่วโลกในปีพ.ศ. 2553 พบว่ามีมากกว่า 35 ล้านคน ซึ่งอยู่ในเอเชียอาคเนย์ 2.4 ล้านคน จากรายงานการการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งทำการสำรวจประชาชนไทยทั้งสิ้น 19,468 คน พบว่า จากการสำรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 7,356 คน พบความชุกของภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 8.1 โดยพบในผู้ชายร้อยละ 6.8 และผู้หญิงร้อยละ 9.2 ซึ่งความชุกต่ำที่สุดในกลุ่มอายุ 60-69 ปี และเพิ่มมากขึ้นตามอายุ จนอยู่ในระดับ สูงสุดในกลุ่ม 80 ปีขึ้นไป พบถึงร้อยละ 13.6 ในเพศชาย และร้อยละ 28.5 ในเพศหญิง โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 53.2 โรคเบาหวานร้อยละ 18.1 คอเลสเตอรอลในเลือดสูงร้อยละ 19 โรคอ้วน (BMI≥ 25 กก./ตร.ม.) ร้อยละ 35.4 ทุกโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 ผู้สูงอายุยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งบริโภคผักและผลไม้เพียงพอลดลง ในผู้สูงอายุในกลุ่ม 70 ปีขึ้นไป บริโภคเพียงพอ 5 ส่วนขึ้นไป ร้อยละ 29.1 ลดลงต่ำสุดในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 11 ที่บริโภคเพียงพอ ทั้งยังบริโภคเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และนมน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย เป็นผลให้ได้รับพลังงาน วิตามิน และแร่ธาตุไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี เป็นผลให้ผู้สูงอายุมีภาวะผอมและภาวะโลหิตจางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ อันจะกลายเป็นภาระของสังคมและบุคคลในครอบครัว ทั้งด้านค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการดูแลรักษาตามมา ดังนั้นเพื่อลดภาระดังกล่าว ซึ่งโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศเนื่องจากการลดลงของจำนวนและสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะกระทบศักยภาพการผลิต นอกจากนี้การเพิ่มของประชากรสูงอายุยังสะท้อนการเพิ่มขึ้นของภาระทางการคลัง จากจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ สังคมไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและการดูแลผู้สูงอายุให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างเป็นปกติสุขทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยพึ่งพาผู้อื่นเท่าที่จำเป็น และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายด้วยการบูรณาการภาคีเครือข่ายกลุ่มต่างๆ

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาศักยภาพและเสริมทักษะด้านโภชนาการผู้สูงอายุแก่แกนนำด้านโภชนาการผู้สูงอายุ และภาคีเครือข่าย 2. เพื่อพัฒนาความรอบรู้ในการส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการสำหรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุ 3. เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ภาคีเครือข่ายกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาและมีองค์ความรู้ด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ 130 คน
2.แกนนำ/ภาคีเครือข่ายโภชนาการในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ ในพื้นที่ 100 คน
3.สร้าง พัฒนาสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDsและป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุ 1 เรื่อง
4.ประชาชน ได้รับการพัฒนาและมีองค์ความรู้ด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ และสภาพแวดล้อมได้รับการปรับเปลี่ยนให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารให้เหมาะสม 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ผู้สูงอายุ ประชาชน และภาคีเครือข่ายกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาและมีองค์ความรู้ด้านโภชนาการและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ 130 คน
2.เชิงคุณภาพ : แกนนำ/ภาคีเครือข่ายโภชนาการมีองค์ความรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ 1 เรื่อง
3.เชิงเวลา : ระยะดำเนินงาน 4 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพและเสริมทักษะแก่ภาคีเครือข่าย และแกนนำด้านโภชนาการ 2. พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและผู้สูงอายุ 3. ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนผ่านภาคีเครือข่าย และแกนนำด้านโภชนาการ 4. สนับสนุนสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและผู้สูงอายุ และ แก่ภาคีเครือข่ายกลุ่มเป้าหมาย 5. เยี่ยมเสริมพลัง ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อมในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและผู้สูงอายุ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.ประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพ เสริมทักษะ ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อม ถอดบทเรียน มอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่ภาคีเครือข่าย และแกนนำด้านโภชนาการ 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 640,000.00
2 3.พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อม 1 เรื่อง 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 150,000.00
3 2.พัฒนาตำรับอาหารบำรุงสมอง 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 40,000.00
4 4.เยี่ยมเสริมพลัง ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านโภชนาการ ป้องกันโรค NCDs และป้องกันภาวะสมองเสื่อม 2 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 100,000.00
รวมเป็นเงิน 930,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
930,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 30 มิ.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ทั่วประเทศ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ศูนย์อนามัยเขต/สสจ./รพ./รพสต./ผู้สูงอายุ/ชมรมผู้สูงอายุ/โรงเรียนผู้สูงอายุ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ผู้สูงอายุ/ประชาชนทั่วไป

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ ตำแหน่งนักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวทิพรดี คงสุวรรณ ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 3. นางแคทธิยา โฆษร ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาวอัญชลี ศิริกาญจนโรจน์ ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 5. นางสาวสุพรรณี ช้างเพชร ตำแหน่งนักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 2

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการในพระสงฆ์

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (32)11.1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะและพระคิลานุปัฎฐาก
5.2 โครงการสำคัญ 11.โครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การสำรวจสุขภาพพระสงฆ์ของโรงพยาบาลสงฆ์ โดยกรมการแพทย์ ได้มีการคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ สามเณรจากวัดทั่วประเทศ 41,142 วัด จำนวน 138,715 รูป จากทะเบียนพระสงฆ์ที่มี 348,433 รูป พบว่า ในปี 2559 พระสงฆ์กลุ่มสุขภาพดีลดลง เหลือร้อยละ 52.3 จากร้อยละ 60.3 และพระสงฆ์อาพาธกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 28.5 จากร้อยละ 17.5 จากปี 2549 และยังพบว่าอาการอาพาธสูงสุดสามอันดับแรก คือ โรคไขมัน ในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการฉันอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ อีกทั้งจากการเก็บข้อมูลของโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทย ไกลโรค พบว่าพระสงฆ์ในกรุงเทพมหานครและในเขตเมืองกว่าครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โดยพระสงฆ์ในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 48 ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะอ้วนลงพุงมากกว่าชายในกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 39) และชายทั่วประเทศ (ร้อยละ 28) ซึ่งในคนอ้วนพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ 2-10 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเส้นรอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า ในปัจจุบันพบโรคเบาหวานในพระสงฆ์ ร้อยละ 10.4 ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลสูง ร้อยละ 41.7 และโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 22.9 และมีจำนวนพระสงฆ์ที่ป่วยด้วย โรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่พระสงฆ์ในเขตภูมิภาคกำลังมีปัญหาโภชนาการสูงตามขึ้นมาด้วย ปัจจัยหลักที่ทำให้พระสงฆ์มีความเจ็บป่วยและเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ รวมถึงภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในพระสงฆ์นั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการฉันอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการและการมีกิจกรรมประจำวันที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย กล่าวคือ ภาวะความไม่สมดุลของพลังงานที่ร่างกายได้รับจากการฉันภัตตาหารที่ให้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานของร่างกาย หรือมีการเผาผลาญใช้พลังงานลดลงก็ได้ เนื่องจากพระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ จะต้องฉันอาหารตามที่ฆราวาสนำมาถวาย ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปในการตักบาตร เพราะความสะดวกและไม่ต้องลงมือทำเอง โดยเฉพาะอาหารและขนมหวาน ชุดยอดนิยม เช่น แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา ขนมเม็ดขนุน ฝอยทอง นอกจากปริมาณไขมันและน้ำตาลในอาหารเหล่านี้สูงแล้วยังพบว่าปริมาณโซเดียมสูงอีกด้วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า อาหารตักบาตรดังกล่าวมีโปรตีนเพียง 2 ใน 3 ของโปรตีนที่ร่างกายควรจะได้รับ จึงทำให้พระสงฆ์ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ รวมถึงการถวายน้ำปานะที่นิยมถวายในรูปของเครื่องดื่มน้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง ชา/กาแฟกระป๋องสำเร็จรูป ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูง จากการสำรวจพบว่าพระสงฆ์ฉันน้ำปานะ ชา กาแฟ ในปริมาณมาก วันละ 2 หน่วยบริโภคขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่สูงและอาจเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ตามมา การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในด้านโภชนาการสำหรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมให้พระสงฆ์มีสุขภาพดี และหากพระสงฆ์เผยแพร่ข้อมูลด้านโภชนาการแก่ฆราวาสโดยผ่านการเทศนา จะเป็นทางหนึ่งนำไปสู่ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

8. วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ 2.เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะและพระคิลานุปัฎฐาก

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สื่อ โมเดล ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับพระสงฆ์ ฉบับประชาชน 2 เรื่อง
2.พระสงฆ์ ภาคีเครือข่ายได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ 1 ครั้ง
3.ประชาชนได้รับองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สื่อความรู้ด้านโภชนาการสำหรับพระสงฆ์ ฉบับประชาชน 2 เรื่อง
2.เชิงคุณภาพ : พระสงฆ์ ประชาชนและภาคีเครือข่ายได้รับองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ 1 เรื่อง
3.เชิงเวลา : ระยะดำเนินงาน 4 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.สร้างและพัฒนาสื่อความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับพระสงฆ์ ฉบับประชาชน 2.ปรึกษาหารือร่วมกับพระสงฆ์ 3.เผยแพร่และประเมินสื่อโดยผ่านภาคีเครือข่าย/ประชาชน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.โมเดล สื่อความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับพระสงฆ์ 1 เรื่อง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 96,900.00
2 สร้างและพัฒนาสื่อความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับพระสงฆ์ ฉบับประชาชน 1 เรื่อง 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 96,900.00
3 เผยแพร่และประเมินสื่อโดยผ่านพระสงฆ์ ภาคีเครือข่าย/ประชาชน 2 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 24,000.00
4 2.ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับพระสงฆ์ 4 ครั้ง/คน 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 22,200.00
รวมเป็นเงิน 240,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
240,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 30 มิ.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัย/สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/1 วัด 1 โรงพยาบาล

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
พระสงฆ์/สามเณร/พุทธศาสนิกชน/วัด/ศูนย์อนามัย/สสจ./รพ./รพ.สต.

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
พระสงฆ์/สามเณร/พุทธศาสนิกชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2.นางสาวทิพรดี คงสุวรรณ ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 3.นางแคทธิยา โฆษร ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 4.นางสาวอัญชลี ศิริกาญจนโรจน์ ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 5.นางสาวสุพรรณี ช้างเพชร ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 3

1. ชื่อโครงการ :
โครงการโรงพยาบาล/รพ.สต. ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่ม ผักผลไม้ สู่ชุมชน (6:6:1)

2. ยุทธศาสตร์ :
1.5 ส่งเสริมผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นหลักชัยของสังคม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพ (Health-Adjusted Life Expectancy : HALE)

4. cluster :
กลุ่มวัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (31)10.3 สร้าง/พัฒนา นวัตกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน
5.2 โครงการสำคัญ 10.โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การดำเนินชีวิตในปัจจุบันประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมได้แก่การบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล บริโภคอาหารมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย และมีภาวะเครียดจนส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง/อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไต และมะเร็ง ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็วและมีผลต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมก่อนวัยสูงอายุ และช่วงวัยสูงอายุจึงมีความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันประชากรไทยเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น จากฐานข้อมูลผู้ป่วยในที่เข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2551-2552 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่ม 4.2 เท่า โรคความดันโลหิตสูงเพิ่ม 7.1 เท่า โรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 3.9 เท่า โรคเบาหวานเพิ่ม 4.8 เท่า โรคมะเร็งตับเพิ่ม 8 เท่า และโรคถุงลมโป่งพองเพิ่ม 1.23 เท่า ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2556 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 5,165 คน ซึ่งสูงกว่าข้อมูลการตายปี 2555 ที่มีจำนวน 3,684 คน และมีแนวโน้มของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546 และปี 2556 พบว่า อัตราผู้ป่วยในด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 389.8 ต่อประชากรแสนคน (จำนวน 218,218 ราย) เป็น 1621.72 ต่อประชากรแสนคน (จำนวน 1,047,979 ราย) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เช่นเดียวกับโรคเบาหวานที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน ในปี 2556 จำนวน 9,647 ราย คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน 14.93 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 698,720 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน 1081.25 ต่อแสนประชากร สำหรับกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าว 58,681 คน คิดเป็นอัตราตายของโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 90.34 ต่อแสนประชากร โดยแบ่งเป็นสาเหตุโรคหลัก ดังนี้ สาเหตุจากโรคหัวใจขาดเลือด จำนวน 18,079 คน และโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 25,114 คน จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย เพศชาย 23.6 และเพศหญิง 24.6 กก./ตร.เมตร โดยพบความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบกับผลการสำรวจครั้งที่ 4 เมื่อปี 2552 โดยเฉพาะในผู้หญิงจากความชุกภาวะอ้วน(ดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก./ตร.เมตร) เพิ่มจากร้อยละ 40.7 เป็นร้อยละ 41.8 ส่วนในผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 28.4 เป็นร้อยละ 32.9 โดยมีความชุกในเขตเทศบาลสูงกว่านอกเขตเทศบาล หากพิจารณาตามรายภาคพบว่ากรุงเทพมีความชุกภาวะอ้วนสูงสุด รองลงมาคือภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ส่วนความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.9 เป็นร้อยละ 8.9 เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่าผู้ชายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.0 เป็นร้อยละ 7.8 ส่วนในผู้หญิงความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.7 เป็นร้อยละ 9.8 โดยความชุกเพิ่มขึ้นตามอายุ จากร้อยละ 2.1 ในกลุ่มอายุ 15-29 ปี ความชุกเพิ่มขึ้นสูงสุด ณ กลุ่มอายุ 60-69 ปี ทั้งในผู้ชายและหญิง(ร้อยละ 15.9 และ 21.9 ตามลำดับ) เนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม บริโภคหวาน มัน เค็มมากเกินไป บริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึง 23.4 - 28.4 ช้อนชาต่อวัน คำแนะนำในการบริโภคน้ำตาลให้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน หรือ 24 กรัมต่อวัน (น้ำตาล 1 ช้อนชามี 4 กรัม) จากข้อมูลของโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ติดตามสถานการณ์การบริโภคน้ำตาลของคนไทย ปี 2553 พบว่า อัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเฉลี่ย 23.4 ช้อนชาต่อวัน คิดเป็นปริมาณน้ำตาลเกือบ 100 กรัม ถือว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลมากกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 4 เท่า จากรายงานของเครือข่ายข้อมูลการเกษตรโลก (Global Agricultural Information Network: GAIN) ซึ่งสำรวจการบริโภคน้ำตาลในประชากรประเทศต่างๆทั่วโลก ได้รายงานปริมาณน้ำตาลที่คนไทยบริโภคเมื่อปี 2557 ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาล 2.7 ล้านตันต่อปี หรือเมื่อคิดเป็นปริมาณต่อคนต่อวันได้เท่ากับ 113.59 กรัมหรือ 28.4 ช้อนชาต่อคนต่อวัน การบริโภคไขมันของคนไทย จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย ปี 2546 คนไทยบริโภคไขมันสูงถึง 12 ช้อนชาต่อวัน คำแนะนำในการบริโภคน้ำมันให้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน หรือ 30 กรัมต่อวัน (น้ำตาล 1 ช้อนชามี 5 กรัม) จากการสำรวจอาหารและโภชนาการของประเทศไทย พบว่าคนไทยมีการบริโภคเครื่องปรุงรส เพิ่มขึ้นจากคนละ 7 กรัมต่อวัน ใน พ.ศ. 2503 เป็น 20.5 กรัมต่อวัน ใน พ.ศ. 2538 และจากการสำรวจการบริโภคโซเดียมของประชากรไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า พ.ศ. 2550 ประชากรไทยได้รับโซเดียมจากอาหารที่บริโภคสูงถึง 4,351 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชากรไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้ทำการสำรวจการบริโภคอาหารของประชาชนไทยร่วมด้วยเป็นครั้งแรก ซึ่งมีรายงานออกมาในปี พ.ศ. 2554 พบว่า มีการประเมินปริมาณการบริโภคโซเดียมด้วย โดยใช้วิธีการซักประวัติการบริโภคอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง จากบุคคลตัวอย่าง 2,969 คน พบว่ามีการบริโภคโซเดียมสูงกว่าปริมาณที่แนะนำ กล่าวคือค่ามัธยฐาน (median) ของการบริโภคโซเดียมอยู่ที่ 3,264 มิลลิกรัมต่อวัน คำแนะนำในการบริโภคโซเดียมให้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน (เกลือ 1 ช้อนชามี 5 กรัม) น้ำปลา ไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน (น้ำปลา 1 ช้อนชามีโซเดียมประมาณ 430 มิลลิกรัม) จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การบริโภค หวาน มัน เค็ม ในประเทศไทยสูงเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์การบริโภคผักและผลไม้ในปี 2552 เปรียบเทียบกับปี 2557 ประชากรที่กินผักและผลไม้เพียงพอตามข้อแนะนำ (ตั้งแต่ 5 ส่วนขึ้นไป) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.7 เป็นร้อยละ 25.9 การบริโภคผักและผลไม้เพียงพอยังคนน้อยเพียงร้อยละ 25.9 แต่เพิ่มมากขึ้นนับเป็นสัญญาณที่ดี การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม มากเกินไป บริโภคผักและผลไม้น้อยลง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยโดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีสุขภาพที่ดี จึงต้องมีแนวทางการดำเนินงาน และมาตรการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องด้านอาหารและโภชนาการและการขับเคลื่อนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อลดภาระดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ประชาชนมีการบริโภคอาหารที่เหมาะสม จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายในการร่วมกันสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มการกินผักผลไม้ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1) ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ จากหน่วยงานสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายสู่ชุมชน นำไปสู่การควบคุม/ป้องกัน NCDs ในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี 2) สร้างแกนนำโภชนาการ ในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการป้องกัน NCDs เพื่อเตรียม ความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ 3) ภาคีเครือข่าย/ประชาชน มีความตระหนัก รอบรู้ด้านโภชนาการลด หวาน มัน เค็ม และเพิ่ม ผักผลไม้เพื่อป้องกัน/ควบคุม NCDs

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ภาคีเครือข่ายโภชนาการดำเนินการตามแนวทางการดำเนินงาน ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่ม ผักผลไม้ ในชุมชน ในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs 120 คน
2.แนวทางการดำเนินงาน พื้นที่ต้นแบบลด หวาน มัน เค็ม เพิ่ม ผักผลไม้ ในชุมชน ในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs 1 เรื่อง
3.. สร้าง พัฒนาสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรค NCDs 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ประชาชน และภาคีเครือข่ายกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาและมีองค์ความรู้ด้านโภชนาการป้องกันโรค NCDs 120 คน
2.เชิงคุณภาพ : แกนนำ/ภาคีเครือข่ายโภชนาการขับเคลื่อนงานตามแนวทางการดำเนินงาน ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่ม ผักผลไม้ ในชุมชน ป้องกันโรค NCDs 1 เรื่อง
3.เชิงเวลา : ระยะดำเนินงาน 4 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.พัฒนาแนวทางการดำเนินงาน ลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้จากหน่วยงานสาธารณสุข/ภาคี เครือข่าย สู่ชุมชน 2.พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ 3.เยี่ยมเสริมพลัง ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านโภชนาการลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและผู้สูงอายุ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 4.จ้างเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล 1 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 114,000.00
2 2.พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำสื่อ/นวัตกรรม Media/Tool ด้านลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ 2 เรื่อง 1 พ.ย. 2561 - 31 มี.ค. 2562 100,000.00
3 3.เยี่ยมเสริมพลัง ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานภาคีเครือข่ายด้าน ลด หวาน มัน เค็ม 2 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 24,000.00
รวมเป็นเงิน 238,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
238,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ทั่วประเทศ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ศูนย์อนามัย/สสจ./รพ./รพสต./ประชาชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนทั่วไป

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ ตำแหน่งนักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวทิพรดี คงสุวรรณ ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 3. นางแคทธิยา โฆษร ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาวอัญชลี ศิริกาญจนโรจน์ ตำแหน่งนักโภชนาการปฏิบัติการ 5. นางสาวสุพรรณี ช้างเพชร ตำแหน่งนักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาววิไลลักษณ์ ศรีสุระ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 4

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสื่อสารวินัยสุขภาพ สร้างวัยรุ่นสูงดีสมส่วน

2. ยุทธศาสตร์ :
1.3 ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่น

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
10) ร้อยละของวัยรุ่น 15-18 ปี สูงดีสมส่วน และอายุ 19 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (16)5.2 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุขภาพ
5.2 โครงการสำคัญ 5.โครงการเด็กวัยเรียนวัยรุ่นสูงดีสมส่วน แข็งแรง และฉลาด

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
จากการรายงานระบบกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี พ.ศ.2559-2561 พบวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี สูงดีสมส่วนร้อยละ 64.5 66.8 และ 66.7 ตามลำดับ และจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพวัยรุ่นอายุ 15-21 ปี พ.ศ.2560 โดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย พบว่าวัยรุ่นอายุ 15-21 ปีกว่าครึ่งหนึ่งไม่กินอาหารเช้า โดยเพศชายกินอาหารเช้าทุกวันมากกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 47.0 และร้อยละ 35.8 ตามลำดับ วัยรุ่นทั้งชายและหญิงมีการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งหรือมากกว่า โดยมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่กินอาหารครบ 3 มื้อต่อวัน เป็นเพศชายร้อยละ 38.0 และเพศหญิงร้อยละ 24.7 ทำให้ค่ามัธยฐานปริมาณอาหารที่ได้รับในหนึ่งวันน้อยกว่าคำแนะนำ ตามธงโภชนาการ ซึ่งพบว่าโดยเฉลี่ยต่อวัน วัยรุ่นชายและหญิงกินอาหารกลุ่มข้าว-แป้ง 7 และ 6 ทัพพีตามลำดับ (ปริมาณที่แนะนำ 10 ทัพพี/วัน) กินเนื้อสัตว์ 9 และ 6 ช้อนกินข้าวตามลำดับ (ปริมาณที่แนะนำ 9 ช้อนกินข้าว/วัน) กินผัก 3 และ 2 ทัพพีตามลำดับ(ปริมาณที่แนะนำ 5 ทัพพี/วัน) ดื่มนม 225 และ 200 มิลลิลิตร ตามลำดับ (ปริมาณที่แนะนำ 250 มิลลิลิตร/วัน) และวัยรุ่นทั้งชายและหญิงกินผลไม้ 2 ส่วน/วัน (ปริมาณที่แนะนำ 4 ส่วน/วัน) วัยรุ่นชายและหญิงใช้เวลายามว่างในการเล่นกีฬาโดยเฉลี่ยต่อวันเพียง 24.1 และ 17.5 นาที ตามลำดับ (ระยะเวลาที่แนะนำ 60 นาที/วัน) และนอนหลับในวันที่มีเรียนหรือทำงาน 7.4 ชั่วโมง/คืน ในขณะที่ในวันหยุดนอนหลับ 9 ชั่วโมง/คืน (ระยะเวลาที่แนะนำ 8 ชั่วโมง/คืน) สอดคล้องกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 พ.ศ.2557-58 ซึ่งพบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป งดอาหารมื้อเช้ามากที่สุดถึงร้อยละ 53.5 โดยกลุ่มที่กินอาหารครบ 3 มื้อน้อยที่สุดคือ กลุ่มอายุ 15-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 69.9 กินผักและผลไม้เฉลี่ยเพศชายและหญิง วันละ 2.2 และ 1.5 ส่วน ตามลำดับ และจากการสำรวจการบริโภคนมของคนไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2559 พบว่าคนไทยดื่มนมโดยเฉลี่ยต่อวันเพียง 50 มิลลิตร นอกจากนี้ยังมีรายงานผลสำรวจจากศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พ.ศ. 2550-2551ช่วงอายุ 16-25 ปี ด้านพฤติกรรมวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี พบว่ากินอาหารครบ 3 มื้อลดลงจากร้อยละ 71.7 เหลือร้อยละ 69.9 งดมื้อเช้าจากร้อยละ 58.4 ลดลงเหลือเพศชายร้อยละ 55.8 และเพศหญิงร้อยละ 57.6 เช่นเดียวกับกิจกรรมทางกายเพียงพอมีแนวโน้มลดลง คือ จากร้อยละ79.9 เป็นร้อยละ 79.2 และค่ามัธยฐานของเวลาที่มีกิจกรรมทางกายโดยรวมการทำงาน การเดินทางและกิจกรรมยามว่างลดลงจาก 187.1เหลือ 102.9 นาทีต่อวัน ในปี พ.ศ.2561 สำนักโภชนาการ จึงพัฒนารูปแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์ใน 1 วันสำหรับวัยรุ่นอายุ 15-21 ปี : NEST (Nutrition / Exercise / Sleep / Sex Education / Safe sex) ประกอบด้วย การบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ครบถ้วนและเหมาะสมกับความต้องการ เน้นการดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 กล่อง กินไข่วันละ 1 ฟอง กินกล้วยวันละ 1 ผล การมีกิจกรรมทางกายสะสมวันละ 60 นาที การนอนหลับอย่างเพียงพอวันละ 8 ชั่วโมง การดูแลสุขภาพช่องปากตามหลัก 222 ร่วมกับการมีพฤติกรรมอนามัยเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมวัยรุ่นสูงดีสมส่วนในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ การสื่อสารรูปแบบพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนการสำคัญในการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในวัยรุ่น จนกลายเป็นนิสัยติดตัว เกิดเป็น “วินัยสุขภาพ”อย่างยั่งยืน ทำให้วัยรุ่นสูงดีสมส่วน มีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ เพื่อส่งต่อเข้าสู่วัยทำงานอย่างมีคุณภาพ บรรลุผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์กรมอนามัยในการส่งเสริมสุขภาพประชาชนตามกลุ่มวัย สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีเข็มมุ่งในการพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัยต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อผลิตสื่อประชาสัมพันธ์วินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่น

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สื่อประชาสัมพันธ์วินัยสุขภาพ (รูปแบบพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์) ในวัยรุ่น 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : วัยรุ่นอายุ 15-18 ปีสูงดีสมส่วน 68 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : วัยรุ่นอายุ 15-21ปี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 1 เรื่อง
3.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 4 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ทบทวนเอกสารด้านภาวะโภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพ ในวัยรุ่น 2. พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมวินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่น โดยจัดประกวดการผลิตสื่อเคลื่อนไหว 3. ผลิตสื่อต้นฉบับ เผยแพร่และติดตามการเผยแพร่สื่อ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 2.การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมวินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่น2.1 จัดประชุมเตรียมการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมวินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่น 1 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 5,000.00
2 2.2 จัดทำประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมประกวด สื่อเคลื่อนไหวส่งเสริมวินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่น และการประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ 1 เรื่อง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 3,000.00
3 2.3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมวินัยสุขภาพสำหรับวัยรุ่นผ่านสื่อในยุค smart digital 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 157,500.00
4 2.4 จัดประชุมตัดสินผลงาน 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 5,000.00
5 2.5 จัดเวทีมอบรางวัลผลงาน 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 64,500.00
6 2.6 ผลิตต้นฉบับ เผยแพร่สื่อ และติดตามการเผยแพร่สื่อ 1 เรื่อง 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 10,000.00
7 2.7 จัดทำป้ายแสดงเมนูอาหาร พลังงานและคุณค่าทางสารอาหาร พร้อมคำแนะนำการบริโภค 50 รายการ 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 5,000.00
รวมเป็นเงิน 250,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
250,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 เม.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ทั่วประเทศ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ภาคีเครือข่าย/ประชาชนทั่วไป

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนวัยรุ่นอายุ 15-21 ปี

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวลักษณิน รุ่งตระกูล

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวสุนธรี เสรีสุชาติ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 5

1. ชื่อโครงการ :
โครงการควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจาง ปี 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (4)1.4 ควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์ปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขไทยที่สำคัญ จากรายงานสำรวจภาวะโภชนาการเด็กไทย อายุ 6 เดือน – 12 ปี พ.ศ. 2554–2555 ภายใต้โครงการสำรวจภาวะโภชนาการเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Nutrition Survey : SEANUTS) โดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กชนบทมีปัญหามากกว่าเด็กในเขตเมืองถึงสองเท่า - เด็กปฐมวัย (6 เดือน – 2.9 ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ 36.8 ในเขตชนบท ร้อยละ 41.7 เขตเมือง ร้อยละ 26.0 - เด็กปฐมวัย (3–5 ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ 10.3 ในเขตชนบท ร้อยละ 14.3 เขตเมือง ร้อยละ 3.1 - เด็กวัยเรียน (6–12 ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ 10.4 โดยพบความชุกโลหิตจางสูง ในเขตชนบท ร้อยละ 12.2 เขตเมือง ร้อยละ 6.6 กรมอนามัย โดยสำนักโภชนาการ ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต ได้สำรวจสถานการณ์ภาวะโภชนาการ ภาวะโลหิตจาง ระดับสติปัญญาในเด็กไทยวัยเรียน ปี 2557 พบความชุกโลหิตจางในเด็กอายุ 6 ปี ร้อยละ 31.1 จากรายงานสำรวจสุขภาพประชาลชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2556–2557 พบความชุกโลหิตจางในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15–45 ปี ร้อยละ 22.7 จากระบบรายงาน 43 แฟ้ม (ระบบรายงาน HDC : Health Data Center) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบความชุกโลหิตจางในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2556-2560 พบร้อยละ 25.7, 17.89, 18.61, 17.34 และ 16.96 ตามลำดับและภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กของประเทศไทย มีผลกระทบต่อประชาชนไทยทุกกลุ่มวัย ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของประชากรไทยในระยะยาว กรมอนามัย โดยสำนักโภชนาการ ดำเนินโครงการควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางในประชาชนไทย โดยมีมาตรการเสริมยาธาตุเหล็กเชิงป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในประชากรกลุ่มเสี่ยง และมาตรการส่งเสริมการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กนั้น จากการดำเนินโครงการควบคุมและป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ปัญหาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากยังขาดการสื่อสารเชิงนโยบายการควบคุมและป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ทำให้นโยบายระดับจังหวัดในการดำเนินงานดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรม ร่วมกับประชาชนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของธาตุเหล็กกับสติปัญญาและคุณภาพชีวิต กรมอนามัย โดยสำนักโภชนาการ จึงได้จัดทำโครงการควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจาง ปี 2562เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ และหญิงตั้งครรภ์ ได้รับการส่งเสริมภาวะโภชนาการอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อให้มีโภชนาการที่ดี พร้อมทั้งต้องส่งเสริมให้รับประทานวิตามินธาตุเหล็กเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็กอย่างพียงพอ อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะทางสติปัญญาและประสิทธิภาพของประชาชนไทย เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางในประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ เด็กปฐมวัย และเด็กวัยเรียน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ขยายกลุ่มเป้าหมายหญิงวัยเจริญพันธ์ เข้าร่วมโครงการ สาวไทยแก้มแดง 50 แห่ง
2.การสำรวจภาวะโภชนาการ ภาวะโลหิตจาง และพัฒนาการเด็กปฐมวัย 1 เรื่อง
3.ยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานควบคุมและป้องกันโลหิตจางแห่งประเทศไทย 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ทราบสถานการณ์ภาวะโลหิตจาง ภาวะโภชนาการในเด็กปฐมวัย และเด็กวัยเรียน(ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 จังหวัด) 1 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : ทราบสถานการณ์การได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก และยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-5ปี และ 6-14 ปี 1 เรื่อง
3.เชิงคุณภาพ : พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ และหญิงตั้งครรภ์ เด็กปฐมวัย และเด็กวัยเรียน 100 ร้อยละ
4.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดประชุมผู้นำองค์กรในสถานประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาวไทยแก้มแดง 2. จัดรณรงค์สาวไทยแก้มแดง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 3. นิเทศ ติดตาม ประเมินผลในสถานประกอบการ 4. สำรวจสถานการณ์ภาวะโลหิตจาง ภาวะโภชนาการ และพัฒนาเด็กปฐมวัย ใน ศอ.1-12 และ สสม. 5. สำรวจสถานการณ์ ภาวะโลหิตจาง ภาวะโภชนาการ ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ จ.สกลนคร 6. ประชุมจัดทำยุทธศาสตร์การควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางของประเทศไทย 7. ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.จ้างผู้ช่วยโครงการ 1 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 180,000.00
2 2.จัดประชุมผู้นำองค์กรในสถานประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาวไทยแก้มแดง 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 300,000.00
3 3.รณรงค์สาวไทยแก้มแดง 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 150,000.00
4 5.การสำรวจภาวะโภชนาการ ภาวะโลหิตจางของหญิงวัยเจริญพันธุ์ในสถานประกอบการ 5.1จัดซื้อ Microcuvett 1 รายการ/ชิ้น 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 73,000.00
5 5.2จัดประชุมชี้แจงวัตถุประสงค์และ การดำเนินการวิจัย 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 80,350.00
6 5.3 ค่าวัสดุอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ (เช่น สำลี แอลกอฮอล์ เป็นต้น) 1 รายการ 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 16,650.00
7 6.การดำเนินภาวะโลหิตจางในพื้นที่ (โครงการพระราชดำริ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.สกลนคร) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 70,000.00
8 7.ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ 1 เรื่อง 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 135,925.00
9 4.นิเทศ ติดตาม เยี่ยมเสริมพลัง สาวไทยแก้มแดง ด้วยวิตามินแสนวิเศษ ในสถานประกอบการ 19 แห่ง 1 ก.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 49,500.00
10 5.4 การจัดการข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจฯ 3000 ชุด 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 30,000.00
รวมเป็นเงิน 1,085,425.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,085,425.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. กรุงเทพมหานคร 2. ศูนย์อนามัย 12 แห่ง และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 3. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
นักโภชนาการ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักโภชนาการที่เกี่ยวข้อง และผู้รับผิดชอบงานโภชนาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้มีประสบการณ์ด้านงานโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสุนิสา ศุภเลิศมงคลชัย ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ 2. นางพรเลขา บรรหารศุภวาท ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางพรเลขา บรรหารศุภวาท

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 6

1. ชื่อโครงการ :
โครงการขับเคลื่อนภาคสังคม ส่งเสริมคนไทยวัยทำงาน หุ่นดี สุขภาพดี

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (27)9.5 ขับเคลื่อนภาคสังคมเรื่อง BMI (Policy ,Law)
5.2 โครงการสำคัญ 9. โครงการวัยทำงานศตวรรษที่ 21 หุ่นดี สุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
ประชาชนวัยทำงานมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นกำลังหลักของครอบครัว ในการดูแลสมาชิกที่เป็นกลุ่มวัยต่างๆ ข้อมูลจาก ระบบสถิติ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2560 แสดงให้เห็นว่า ประชาชนวัยทำงาน อายุ 15-59 ปี มีจำนวน 43 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 65 ของประชาชนทั้งหมด (66 ล้านคน) ดังนั้นประชาชนวัยทำงานจึงเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การส่งเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงาน ให้มี หุ่นดี สุขภาพดี นอกจากจะทำให้ประชาชนวัยทำงานมีสมรรถนะในการทำงานได้เต็มศักยภาพ ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุทีมีคุณภาพ จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชากรวัยทำงาน ข้อมูลจาก Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข ปี 2557 ถึง ปี 2561 พบว่า ประชาชนวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีค่าดัชนีมวลกายปกติ ร้อยละ 54.75, 52.54, 51.44, 51.80 และ 52.8 ตามลำดับ นอกจากนี้จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 โดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า คนไทยวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมกินผักผลไม้ต่อวันเพียงพอตามข้อแนะนำ (รวม ≥5 ส่วนมาตรฐานต่อวัน) เพียงร้อยละ 25.9 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ร้อยละ 19.2 มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5-22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร) เพียงร้อยละ 36.43 ความชุกของภาวะอ้วน (BMI ≥ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) ร้อยละ 37.5 และพบโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 8.9 และ ร้อยละ 24.7 ตามลำดับ ผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศ ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2555 โดย สำนักทันตสาธาณสุข กรมอนามัย พบว่า คนไทยวัยทำงานแปรงฟันหลังตื่นนอนตอนเช้า ร้อยละ 97.8 แปรงฟันก่อนเข้านอน ร้อยละ 79.9 และใช้อุปกรณ์เสริมร่วมกับการแปรงฟันร้อยละ 55.7 ผลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพ.ศ. 2552 พบว่าการนอนหลับของคนไทยวัยทำงาน 8.2 ชั่วโมงต่อวัน (ประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไป) สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุเบื้องต้นต่อสุขภาพวะของคนไทยในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุของประเทศ ที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นทั้งเพศหญิงและเพศชายแต่กลับมีภาระโรคร่วมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคกระดูก โรคไต และโรคความจำเสื่อมซึ่งโรคต่างๆ นี้สามารถป้องกันได้หากประชาชนมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม กรมอนามัยโดยสำนักโภชนาการจึงได้เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มประชาชนวัยทำงานให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมการกิน กิจกรรมทางกาย การนอน และการดูสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่ปี 2560 ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์ ซึ่งได้มีการสร้างผู้นำสุขภาพ (Health Leader) เพื่อเป็นแกนนำในการกระตุ้น ผลักดัน และขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ทั้ง 4 ด้าน และในปี 2561 ได้มีการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของวัยทำงานโดยผู้นำสุขภาพ ซึ่งได้มีการขยายผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยในระดับประเทศได้จัดทำ (ร่าง) นโยบาย Healthy Eating และได้เกณฑ์การประเมินค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมกับประชาชนวัยทำงานของประเทศไทย ในระดับภูมิภาคได้ดำเนินการขยายพื้นที่ในการสร้างผู้นำสุขภาพ และจัดทำองค์ความรู้ รวมทั้งจัดทำสื่อที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ตามบริบทของพื้นที่ ดังนั้น สำนักโภชนาการ กรมอนามัยจึงได้จัดทำโครงการ ขับเคลื่อนภาคสังคม ส่งเสริมคนไทย วัยทำงาน หุ่นดี สุขภาพดี เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนวัยทำงานทั้งสถานการณ์ปกติและประสบภัยพิบัติต่างๆอย่างต่อเนื่อง เกิดการขับเคลื่อนภาคสังคม กระตุ้นให้ประชาชนวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ทั้ง 4 ด้าน ทำให้ประชาชนวัยทำงาน หุ่นดี สุขภาพดี อย่างยั่งยืน สามารถเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ การดูแลครอบครัวและเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนภาคสังคมด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในวัยทำงาน 2. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ Healthy eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม 3. เพื่อส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานตอนต้น ตอนกลางและตอนปลายในทุกสถานการณ์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ Healthy eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม 1 เรื่อง
2.เล่มถอดบทเรียนการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของวัยทำงาน 1 เรื่อง
3. ระบบการให้คำปรึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 1 ระบบ
4.รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยผู้นำสุขภาพ 1 รูปแบบ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมสำหรับประชาชนวัยทำงานอายุ 30-44 ปี 53 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : พฤติกรรมที่พึงประสงค์ 4 ด้าน ได้แก่ การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย การนอนหลับสนิท และการดูแลอนามัยช่องปาก 30 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนปฏิบัติการ 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. กิจกรรมที่ 1 ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ Healthy Eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม - ทบทวน/วิเคราะห์สถานการณ์การดำเนินการ Healthy Eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม กรมต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข และ 4 กระทรวงหลัก (กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน และวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ - บูรณาการแนวทาง/กำหนดมาตรการผลักดัน Healthy Eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม ของหน่วยงานในกรมอนามัย กรมต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต้นแบบดำเนินการ - จัดกิจกรรมส่งเสริม Healthy Eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม ร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอาหารและโภชนาการ สมาคมภัตตาคาร ร้านอาหาร - สร้างเครือข่ายสื่อสารมวลชน/ประสานความร่วมมือกับสื่อและภาคีเครือข่าย/ขับเคลื่อนนโยบายผ่านสื่อสารมวลชน - ประเมินผลกิจกรรม ถอดบทเรียน ข้อเสนอเชิงนโยบาย Healthy Eating ส่งเสริมการกินผัก ลดหวาน มัน เค็ม ผลักดันสู่กระทรวงอื่นๆ 2. กิจกรรมที่ 2 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ - ประชุมเตรียมความพร้อม - เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ - ถอดบทเรียน/ประเมินผลกิจกรรมและข้อเสนอแนะ - จัดทำเล่มสรุปรายงาน (E-book) 3. กิจกรรมที่ 3 พัฒนาเครือข่ายองค์กรไร้พุงคุณภาพ - พัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่ายองค์กรไร้พุงโดยการทบทวนมาตรการ/แนวทางการดำเนินงานองค์กรไร้พุง 12 เขตสุขภาพ และวิเคราะห์ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต - พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินองค์กรไร้พุง 4. กิจกรรมที่ 4 ส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยผู้นำสุขภาพ - พัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยผู้นำสุขภาพ 5. กิจกรรมที่ 5 นิเทศติดตาม เยี่ยมเสริมพลัง - นิเทศติดตาม เยี่ยมเสริมพลัง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.5สร้างเครือข่ายสื่อสารมวลชน/ประสานความร่วมมือกับสื่อและภาคีเครือข่าย/ขับเคลื่อนนโยบายผ่านสื่อสารมวลชน 1 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 172,260.00
2 1.6ประเมินผลกิจกรรม ถอดบทเรียน และดำเนินการผลักดันสู่กระทรวงอื่นๆ 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 17,050.00
3 1.7จ้างเหมาผู้ช่วยโครงการฯ 1 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 180,000.00
4 2.2เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 626,000.00
5 2.3ถอดบทเรียน/ประเมินผลกิจกรรมและข้อเสนอแนะ 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 3,100.00
6 2.4จัดทำเล่มสรุปรายงาน (E-book) 1 เรื่อง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 25,425.00
7 3.พัฒนาเครือข่ายองค์กรไร้พุงคุณภาพ 3.1พัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่ายองค์กรไร้พุงโดยการทบทวนมาตรการ/แนวทางการดำเนินงานองค์กรไร้พุง 12 เขตสุขภาพ และวิเคราะห์ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 79,700.00
8 3.2พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินองค์กรไร้พุง 3.2.1จัดจ้างผู้ช่วยพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและประสานข้อมูลพฤติกรรมประชากรไทยยุค 4.0 กับภาคีเครือข่าย 1 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 180,000.00
9 3.2.2ซ่อมบำรุงเครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบมวลสารในร่างกาย เครื่อง InBody 720 และเครื่อง TANITA 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 100,000.00
10 3.3.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการนำหลักสูตรฯ ไปใช้ในพื้นที่ 1 ครั้ง/คน 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 103,600.00
11 3.3.4 จัดพิมพ์คู่มือหลักสูตร (E-book) 1 เรื่อง 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 25,000.00
12 1.2บูรณาการแนวทาง/กำหนดมาตรการผลักดัน Healthy Eating ของหน่วยงานในกรมอนามัย กรมต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต้นแบบดำเนินการ 2 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 34,100.00
13 1.3จัดกิจกรรมส่งเสริม Healthy Eating ร่วมกับสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอาหารและโภชนาการ สมาคมภัตตาคารไทย 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ส.ค. 2562 50,000.00
14 1.4ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน Healthy Eating ของหน่วยงานต่างๆ ในกรมอนามัย กรมต่างๆในกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต้นแบบดำเนินการ 2 ครั้ง/คน 1 ส.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 34,100.00
15 3.3.2 ประชุมแต่งตั้งผู้พัฒนาหลักสูตร/กำหนดเนื้อหา/จัดทำหลักสูตร 3 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 96,900.00
16 4.ส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยผู้นำสุขภาพ 4.1พัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยผู้นำสุขภาพ 3 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 85,800.00
17 2.จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 2.1ประชุมเตรียมความพร้อม 5 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ม.ค. 2562 14,125.00
18 5.นิเทศติดตาม เยี่ยมเสริมพลัง 5 ครั้ง 1 มี.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 47,840.00
รวมเป็นเงิน 1,875,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,875,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
4 กระทรวงหลัก (มหาดไทย ศึกษาธิการ แรงงาน การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ภาคเอกชน

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ศูนย์อนามัยที่ 1-12 สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนวัยทำงานอายุ 15-59 ปี

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางวสุนธรี เสรีสุชาติ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาววรรณชนก บุญชู ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ 3. นางสาวลักษณิน รุ่งตระกูล ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาววิภาศรี สุวรรณผล ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 5. นางสาวสุทธาศินี จันทร์ใบเล็ก ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวสุนธรี เสรีสุชาติ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 7

1. ชื่อโครงการ :
โครงการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (3)1.3 ควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2562
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
โรคขาดสารไอโอดีนมีผลต่อความพิการทางสติปัญญา ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กไทยที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต โรคขาดสารไอโอดีนมีผลกระทบต่อประชากรทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๓ ปี หากขาดสารไอโอดีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่ลดความเฉลียวฉลาด หรือระดับสติปัญญาของเด็กได้ถึง ๑๐-๑๕ จุด ทำให้เด็กมีปัญหาการเรียนและกระทบต่อการเจริญเติบโต และยังส่งผลถึงความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก คุณภาพชีวิตของคนหนุ่มสาวอันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะทำให้ประชาชนได้รับสารไอโอดีนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดให้นมบุตร ๖ เดือน ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านกระบวนการขับเคลื่อนชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีน โดยประกอบด้วย ชุมชน/หมู่บ้านมีนโยบายและมาตรการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน, ผู้นำและแกนนำชุมชน/หมู่บ้าน และประชาชนมีความรู้ และปฏิบัติเรื่องการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนได้, มีการสุ่มตรวจคุณภาพเกลือที่แหล่งผลิต ที่จำหน่าย ร้านอาหาร ครัวเรือน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน ต้องให้ได้มาตรฐาน และหญิงตั้งครรภ์ทุกคนที่มาฝากครรภ์ในสถานบริการสาธารณสุขต้องได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน ซึ่งมีเป้าหมายให้ทุกชุมชน/หมู่บ้านดำเนินการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ ปัจจุบันสถานการณ์ของภาวะขาดสารไอโอดีนแม้ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน โดยมีตัวชี้วัด คือ คุณภาพเกลือจากแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย และความครอบคลุมของการใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพในระดับครัวเรือน รวมทั้งปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ โดยใช้มาตรการหลัก คือ มาตรการเกลือเสริมไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีน้ำปลา น้ำเกลือปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนจากถั่วเหลืองต้องมีไอโอดีน และมีมาตรการเสริม ได้แก่ ยาเม็ดเสริมไอโอดีน เหล็กและกรดโฟลิกแก่หญิงตั้งครรภ์ทุกรายตลอดการตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด 6 เดือนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และการเสริมไอโอดีนในน้ำดื่ม ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป จึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม ทั่วถึง และให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาของเด็กไทยให้เต็มศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรทุกกลุ่มวัย โดยการขจัดปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีนผ่านการรับรอง 100 ร้อยละ
2.เล่มถอดบทเรียนการดำเนินงานชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีน 1 เรื่อง
3.รณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการใช้เกลือเสริมไอโอดีน ในครัวเรือนและชุมชนในวันไอโอดีน 1 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ไม่ต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร 50 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ความครอบคลุมการใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในระดับครัวเรือน 20-40 ppm 90 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามแผน 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย 2. จัดประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน 3. ขับเคลื่อนเครือข่ายเกลือเสริมไอโอดีนยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น 4. สนับสนุน I-kit ในการดำเนินงานระดับพื้นที่ 5. เก็บปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ เด็กนักเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อประเมินสถานการณ์การขาดสารไอโอดีน 6. จัดประชุมพัฒนาศักยภาพชมรมผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีน ๓ ภาค 7. ประชาสัมพันธ์ รณรงค์เพื่อการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง 8. ติดตามและประเมินผลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของห้องปฏิบัติการศูนย์อนามัย จำนวน 11 แห่ง 9. การนิเทศ ติดตามการดำเนินงานโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 2.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สานพลังความร่วมมือถอดบทเรียนการดำเนินงานโรคขาดสารไอโอดีน (ศูนย์อนามัย 12 ศ. สสม.,และ สสจ. 77 จังหวัด) 1 ครั้ง/คน 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 548,600.00
2 3.2 ค่าชุดตรวจไอโอดีนในเกลือ (I-Kit) 1 รายการ 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 70,000.00
3 4.ขับเคลื่อนการดำเนินงานเครือข่ายเกลือเสริมไอโอดีนยั่งยืน และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีน 4.1ประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานเกลือเสริมไอโอดีนยั่งยืน(ส่วนกลาง) 1 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 31 ม.ค. 2562 8,050.00
4 4.2ประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานเกลือเสริมไอโอดีนยั่งยืนพื้นที่ (จังหวัด) 1 ครั้ง/คน 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 79,000.00
5 4.3 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาเครือข่ายเกลือเสริมไอโอดีนยั่งยืน 1 ครั้ง/คน 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 117,100.00
6 5. ประชาสัมพันธ์ รณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง 5.1 รณรงค์วันไอโอดีนแห่งชาติ (25 มิถุนายน) 1 ครั้ง 25 มิ.ย. 2562 - 25 มิ.ย. 2562 286,000.00
7 5.2 จัดทำสื่อ สิ่งพิมพ์ สื่อ digital เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ความรอบรู้เรื่องโรคขาดสารไอโอดีนในเด็กวัยเรียนวัยรุ่น, วัยทำงาน(วัยเจริญพันธุ์),หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร 5.2.2 คู่มือการดำเนินงานชุมชนหมู่บ้านไอโอดีน 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 100,000.00
8 5.2.2 พิมพ์รายงานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติครั้งที่ 1/2561 1 เรื่อง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 100,000.00
9 5.3 จ้างเหมานักโภชนาการเพื่อค้นคว้า รวบรวม จัดทำนำเสนอข้อมูล 1 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 180,000.00
10 7.สนับสนุนน้ำเสริมไอโอดีนเข้มข้นและยาวิตามินเสริมธาตุเหล็กในโครงการ กพด. 7.1 จัดทำน้ำเสริมไอโอดีน 1 รายการ/ชิ้น 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 155,000.00
11 7.2 ยาวิตามินเสริมธาตุเหล็ก 1 รายการ/ชิ้น 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 105,000.00
12 1.การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน (3 คณะ) 3 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 30 เม.ย. 2562 30,000.00
13 6.ขับเคลื่อน เยี่ยมเสริมพลัง ติดตามการดำเนินงานชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีน 4 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ส.ค. 2562 200,000.00
14 3.3ค่าน้ำยา,ทดสอบความชำนาญและวิเคราะห์ปัสสาวะ,ค่าจัดส่ง 5 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 30 มิ.ย. 2562 60,000.00
15 3.เฝ้าระวังเพื่อติดตามและประเมินผลการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในกลุ่มเสี่ยง 3.1 ค่าบริหารจัดการสุ่มเก็บปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ก่อนกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนของจังหวัด 77 จังหวัด 77 จังหวัด 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 770,000.00
รวมเป็นเงิน 2,808,750.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
2,808,750.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรุงเทพมหานคร และศูนย์อนามัย 12 ศูนย์ และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (76 จังหวัด ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของศูนย์)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
หญิงตั้งครรภ์ เด็กปฐมวัย ผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีน ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำชุมชน/หมู่บ้าน นักวิชาการที่รับผิดชอบจากจังหวัด ศูนย์อนามัย และสำนักโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวนันทจิต บุญมงคล ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวปัทมา ดวงมุสิก ตำแหน่ง นักโภชนาการ 3. นางสาวหัทยา โหมฮัก ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางพรเลขา บรรหารศุภวาท

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 8

1. ชื่อโครงการ :
โครงการเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วน แข็งแรงและฉลาด

2. ยุทธศาสตร์ :
1.2 ส่งเสริมเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
5) ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ (caries free) และเด็กอายุ 12 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (15)5.1 พัฒนาระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูลร่วม
5.2 โครงการสำคัญ 5.โครงการเด็กวัยเรียนวัยรุ่นสูงดีสมส่วน แข็งแรง และฉลาด

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) พ.ศ.2560-2579 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการพัฒนาระบบสุขภาพให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสิ่งแวดล้อม แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) พ.ศ.2560-2579 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) นโยบายประเทศไทย 4.0 รวมไปถึงนโยบายการปฏิรูปประเทศมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเป้าหมายให้คนไทยมีสุขภาพดีซึ่งในยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ ด้านส่งเสริม ป้องกันโรค และคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเลิศ แผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย (ด้านสุขภาพ) โครงการพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพคนไทยกลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น มีเป้าประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้เด็กวัยเรียน IQ/EQ ดี สุขภาพแข็งแรง สูงดีสมส่วน ฟันดีไม่มีผุ กำหนดตัวชี้วัดเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนในปี พ.ศ. 2564 เด็กอายุ 12 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์ นั้น กรมอนามัย จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด โดยมีเป้าประสงค์ คือ เด็กวัยเรียนเจริญเติบโตเต็มศักยภาพและมีทักษะสุขภาพ โดยกำหนดตัวชี้วัดเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วนในปีพ.ศ. 2562 ร้อยละ 68 และเด็กอายุ 12 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์ ในปีพ.ศ. 2564 เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงสูง 154 และ155 เซนติเมตร ตามลำดับ จากรายงานของกองแผนงานและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปีพ.ศ.2560 และ 2561 พบภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน ร้อยละ 65.1 65.5 ภาวะผอม ร้อยละ 5 4.7 ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 11.2 11.8 และภาวะเตี้ย ร้อยละ 5.1 5.7 ตามลำดับ จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียนยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาภาวะทุพโภชนาการเพิ่มขึ้น เพราะช่วงเวลาทอง (Golden period) ของเด็กในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Growth spurt) มีช่วงระยะเวลาจำกัดโดยเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยเด็กชายจะเริ่มในช่วงอายุ 10-12 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 14 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลง ส่วนเด็กผู้หญิงจะเริ่มในช่วงอายุ 9-10 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 12 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 16-18 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ การส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนมีภาวะโภชนาการที่ดีสูงดีสมส่วนจะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับที่มีคุณภาพ หากเด็กได้รับอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการ ของร่างกายจะทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและผอม ในทางตรงข้ามหากได้รับสารอาหารมากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้เกิดภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน และหากขาดอาหารเป็นเวลานานเรื้อรัง จะทำให้เด็กเตี้ย ส่งผลต่อการพัฒนาสมอง โดยระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ พัฒนาการล่าช้า อีกทั้งเด็กที่มีภาวะเตี้ย มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเรื้อรังเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เช่นเดียวกับเด็กที่มีภาวะอ้วน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กวัยเรียน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ ผลจากการสำรวจพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของเด็กกลุ่มอายุ 12 ปี ในปีพ.ศ. 2560 พบว่านักเรียน มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านการบริโภคอาหารมีเพียงร้อยละ 3.3 โดยกินอาหารเช้าทุกวันเพียงร้อยละ 54.7 กินอาหารไม่ได้ตามสัดส่วนปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน เช่น นม ไข่ ผัก การส่งเสริมด้านโภชนาการเพื่อให้เด็กวัยเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ได้นั้น การจัดการอาหารกลางวันให้มีคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ส่วนกิจกรรมทางกาย พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ร้อยละ 18.3 สอดคล้องกับการสำรวจ ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ประมาณร้อยละ 27 และพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลสุขภาพฟันตามคำแนะนำก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียนเช่นเดียวกัน ผลการสำรวจพบว่ามีพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพียง ร้อยละ 21.2 โดยสรุปพบว่านักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ทั้ง 3 ด้านเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น ผลการตรวจราชการของกระทรวงสาธารณสุข และนิเทศติดตามเชิงคุณภาพ ส่วนใหญ่พบว่าพื้นที่ยังไม่มีการนำข้อมูลสถานการณ์ภาวะโภชนาการวิเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ในการจัดการปัญหาเชิงประเด็น (อ้วน ผอม เตี้ย) อีกทั้งบุคลากรระดับปฏิบัติยังขาดองค์ความรู้ และทักษะ ในการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียนแบบองค์รวม ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนให้บรรลุเป้าหมายได้นั้นต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกันและแก้ไข ตลอดจนการสร้างระบบรองรับการคัดกรอง ส่งต่อ เด็กอ้วนกลุ่มเสี่ยงจากสถานศึกษาสู่สถานบริการสาธารณสุขที่เป็นรูปธรรม เพื่อได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสกัดกั้นมิให้เด็กวัยเรียนเป็นวัยรุ่นที่อ้วน และเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป สำนักโภชนาการ จึงได้จัดทำโครงการเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วน แข็งแรงและฉลาด เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเฝ้าระวังการเจริญเติบโต ส่งเสริมเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วน และลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการ เพื่อให้เด็กกลุ่มเสี่ยงได้รับการส่งต่อ รักษาอย่างทันท่วงที รวมทั้งสร้างความเข็มแข็งและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วน เติบโตเต็มศักยภาพ มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงต่อไปในอนาคต อันจะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนและมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 2. เพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กกลุ่มเสี่ยง 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพและเสริมทักษะด้านการจัดการสุขภาพเด็กวัยเรียนให้กับภาคีเครือข่าย

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรและภาคีเครือข่ายได้รับการพัฒนา 1400 คน
2.สื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมวัยเรียนโภชนาการดี 5 เรื่อง
3.รณรงค์ดื่มนมจืด 2 ครั้ง
4.พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและกิจกรรมทางกายของเด็กกลุ่มเสี่ยง 1 ครั้ง
5.ประสิทธิผลของการใช้สื่อความรู้ NuPETHS 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : เด็กวัยเรียน 6-14 ปี สูงดีสมส่วน 68 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : โรงเรียนต้นแบบด้านโภชนาการและการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียน 12 หน่วยงาน

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญพัฒนาวิชาการส่งเสริมเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนและแผนงานบูรณาการสุขภาพเด็กวัยเรียน 2. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านทักษะและองค์ความรู้ด้านโภชนาการ 3. ผลิตสื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมวัยเรียนโภชนาการดี 4. จัดกิจกรรมรณรงค์ดื่มนมจืดยืดความสูง 5. สัมมนาวิชาการสร้างมูลค่านวัตกรรมสุขภาพเด็กวัยเรียนระดับประเทศ 6. ประสิทธิผลของการใช้ชุดสื่อความรู้ NuPETHS 7. พัฒนารูปแบบการคัดกรอง ส่งต่อ เด็กอ้วนกลุ่มเสี่ยง 8. เยี่ยมเสริมพลังและนิเทศติดตามเชิงคุณภาพ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 2.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการเฝ้าระวังคัดกรอง ส่งต่อ เด็กกลุ่มเสี่ยงจากสถานศึกษาสู่สถานบริการสาธารณสุข 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 580,000.00
2 4.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา Smart Kids Coacher แบบบูรณาการองค์ความรู้และทักษะ เพื่อเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วน ไม่อ้วน ผอม เตี้ย 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 534,000.00
3 6.สัมมนาวิชาการสร้างมูลค่านวัตกรรมสุขภาพเด็กวัยเรียน ระดับประเทศ . 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2562 - 30 เม.ย. 2562 225,000.00
4 7.ประเมินประสิทธิผลการใช้ชุดสื่อความรู้ NuPETHS 7.1 ประเมินประสิทธิผลการใช้ชุดสื่อความรู้ NuPETHS 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 120,000.00
5 8.พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และกิจกรรมทางกายของเด็กกลุ่มเสี่ยง 8.1 ประชุมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและกิจกรรมทางกายของเด็กกลุ่มเสี่ยง 1 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 90,000.00
6 5.จัดกิจกรรมรณรงค์ดื่มนมจืดยืดความสูง วันเด็กแห่งชาติและวันดื่มนมโลก 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 200,000.00
7 7.2 ติดตามประเมินประสิทธิผลในพื้นที่แบบ มีส่วนร่วม 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 พ.ค. 2562 20,000.00
8 8.2 ติดตามผลการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของเด็กกลุ่มเสี่ยง 2 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 17,000.00
9 10.จัดจ้างผู้ช่วยโครงการ 2 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 360,000.00
10 1.ประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญพัฒนาวิชาการส่งเสริมเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนและแผนงานบูรณาการ สุขภาพเด็ก วัยเรียน 4 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 24,000.00
11 9.เยี่ยมเสริมพลังและ นิเทศติดตามเชิงคุณภาพ 4 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 80,000.00
12 3.ผลิตสื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการ เฝ้าระวังการเจริญเติบโต การส่งเสริมเด็กวัยเรียนสูงดีสมส่วนและลดปัญหาภาวะทพุโภชนาการ 5 เรื่อง 1 ต.ค. 2561 - 31 มี.ค. 2562 500,000.00
รวมเป็นเงิน 2,750,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
2,750,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. โรงเรียนระดับประถมศึกษา หรือโรงเรียนประถมศึกษาขยายโอกาส 2. สถานบริการสาธารณสุข

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เด็กอายุตั้งแต่ 6 -14 ปี ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา หรือโรงเรียนประถมศึกษาขยายโอกาส

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวพรวิภา ดาวดวง ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวใจรัก ลอยสงเคราะห์ ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 3. นางสาวนฤมล ธนเจริญวัชร ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาววิยดา อิ่มใจ ตำแหน่ง ผู้ช่วยโครงการฯ 5. นางสาวกาญจนา เมณฑ์กูล ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารจัดการคลังข้อมูลสุขภาพฯ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางพรเลขา บรรหารศุภวาท

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 9

1. ชื่อโครงการ :
โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต เพื่อเด็กปฐมวัย สูงดีสมส่วน ปี 2562

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
3) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน และส่วนสูงเฉลี่ยที่อายุ 5 ปี

4. cluster :
กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (8)2.2 ขับเคลื่อนการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต
5.2 โครงการสำคัญ 2.โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ต้องเริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในครรภ์มารดาและดูแลอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 5 ปี แม่ที่ขาดอาหารทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ (แม่เตี้ย น้ำหนักน้อยก่อนตั้งครรภ์ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นน้อยระหว่างตั้งครรภ์) จะส่งผลต่อน้ำหนักแรกเกิดของลูก มีโอกาสที่จะมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม (Low Birth Weight) ในทางตรงกันข้ามหญิงตั้งครรภ์ที่อ้วนทำให้ทารกมีน้ำหนักมาก ตัวใหญ่ (Macrosomia) มีความเสี่ยงที่จะเป็นเด็กอ้วนในอนาคต ทั้งนี้ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม และเด็กที่ขาดอาหารแบบเรื้อรังจะมีผลเสียถึง 4 ช่วงอายุ คือในช่วงปฐมวัย วัยเรียน วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา นั่นคือมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างของร่างกายทำให้การเจริญเติบโตชะงักงัน ตัวเตี้ย และยังมีผลเสียต่อโครงสร้างของสมอง ทำให้ระดับเชาวน์ปัญญาต่ำ ความสามารถในการเรียนรู้บกพร่อง นอกจากนั้นยังส่งผลให้การสร้างภูมิต้านทานโรคลดลง เป็นผลให้เจ็บป่วยบ่อยหรือเป็นนาน เด็กที่มีภาวะเตี้ยมีผลเสียอย่างถาวรต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ทำให้ความสามารถในการทำงานไม่ดี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต เช่น ภาวะอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วนลงพุง รวมทั้งโรคกระดูกพรุน และยังต่อไปถึงรุ่นลูกได้โดยความสูงมีความสัมพันธ์กับการศึกษา ความสำเร็จในอาชีพและรายได้ในวัยผู้ใหญ่ รวมทั้งน้ำหนักแรกเกิดของลูกในอนาคต สถานการณ์ภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ ในปี 2561 ร้อยละ 16.25 จากรายงานข้อมูลในระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center : HDC) สถานการณ์ในปี 2561 ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 6.22 ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทย (The Multiple Indicator Cluster Survey : MICS) ครั้งที่ 5 พ.ศ. ปี 2558-2559 พบความชุกของภาวะทุพโภชนาการของเด็กแรกเกิด–5 ปี ได้แก่ภาวะเตี้ย ร้อยละ 10.5 ภาวะอ้วน ร้อยละ 8.2 และภาวะผอม ร้อยละ 5.4 ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกเพียงร้อยละ 23.1 ส่วนการให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ที่อายุ 6-11 เดือน พบทารกอายุ 6-8 เดือน และ 9-11 เดือน ได้รับอาหารตามวัยไม่เพียงพอถึงร้อยละ 28.0 และ 29.9 ตามลำดับ และข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551–52 พบว่าเด็ก 1–5 ปี กินอาหารไม่ครบ 3 มื้อต่อวัน ไม่กินอาหารเช้า ไม่กินผักและผลไม้ทุกวัน ไม่ดื่มนมทุกวัน กินอาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำเช่นขนม-เครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น ปริมาณอาหารที่ได้รับไม่เพียงพอโดยเฉพาะกลุ่มผัก กลุ่มผลไม้ กลุ่มนม เป็นผลให้เด็กบางคนได้รับพลังงานไม่เพียงพอ บางคนได้รับพลังงานมากเกินไป แต่ขาดแคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ และวิตามินซี นอกจากนั้นการดำเนินงานโภชนาการสตรีและเด็กในพื้นที่ ยังไม่มีประสิทธิภาพ จากการประเมินผลโครงการจัดบริการคลินิกฝากครรภ์และคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพ พบว่า มีการให้บริการคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่คุณภาพบริการ โดยในส่วนของโภชนาการใน ANC คือ มีการจุดกราฟโภชนาการหญิงตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 17.8 อธิบายกราฟโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 28.7 ให้คำแนะนำอาหารหญิงตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 14.3 และจากการสำรวจของกรมอนามัยปี 2558 พบหญิงตั้งครรภ์ได้กินยาเม็ดเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ร้อยละ 83.6 สำหรับเด็กอายุ 0-5 ปี การให้บริการโภชนาการใน WCC ขาดคุณภาพ คือ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงไม่ถูกต้องร้อยละ 16 มีการจุดกราฟการเจริญเติบโตของเด็กร้อยละ 38 อธิบายกราฟร้อยละ 61 ให้คำแนะนำอาหารเด็กร้อยละ 58 ให้วิตามินน้ำเสริมธาตุเหล็กร้อยละ 46.6 สอดคล้องกับการศึกษาการจัดระบบบริการคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพ ปี 2554 พบว่า เด็กทุกคนได้รับการประเมินการเจริญเติบโต แต่มีเพียงร้อยละ 55.8 ที่ได้รับบริการทั้งชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และแจ้งผลต่อผู้เลี้ยงดู นอกจากนั้นยังพบว่า อสม.ขาดความรู้โภชนาการ (ไม่ได้รับการอบรมร้อยละ 53.3) ไม่ได้แนะนำการใช้กราฟการเจริญเติบโตร้อยละ 27.7 ศูนย์เด็กเล็กดำเนินงานไม่ได้มาตรฐานทางโภชนาการ จากการประเมินผลการดำเนินงานโภชนาการในศูนย์เด็กเล็กปี 2551 พบว่า มีเครื่องชั่งน้ำหนัก/วัดส่วนสูงไม่เหมาะสม/ไม่ได้มาตรฐานร้อยละ 100 แปลผลการเจริญเติบโต 3 เกณฑ์ ร้อยละ 31.6 แจ้งผลให้ผู้ปกครองร้อยละ 78.9 จัดผักมื้อกลางวันทุกวันร้อยละ 36.8 จัดผลไม้ให้ทุกวันร้อยละ 10.5 การส่งเสริมโภชนาการสตรีและเด็กจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยมีเป้าประสงค์คือ 1) หญิงตั้งครรภ์ได้รับอาหารเหมาะสม และยาเม็ดเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ทุกวัน 2) หญิงให้นมบุตรได้รับอาหารเหมาะสม และยาเม็ดเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ทุกวัน 3) ทารกอายุ 6 เดือนแรกได้นมแม่อย่างเดียว 4) เด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี ได้รับอาหารเหมาะสมและยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักมากกว่า 2,500 กรัม หญิงให้นมบุตรมีน้ำนมเพียงพอ เป็นผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ (Full Potential Growth)โดยดูจากเด็กที่มีส่วนสูงอยู่ในระดับดี (ส่วนสูงตามเกณฑ์ ค่อนข้างสูง และสูง จากกราฟส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ) และมีน้ำหนักอยู่ในระดับสมส่วน (จากกราฟน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง) เป็นการดูการเจริญเติบโตทั้งส่วนสูงและน้ำหนักพร้อมกันในเด็กคนเดียวกัน ซึ่งจะใช้ คำว่า “เด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน” จากรายงาน HDC ไตรมาสที่ 3 ปี 2561 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีเด็กอายุ 0-5 ปี สูงสมส่วน เพียงร้อยละ 50.86 ยังต่ำกว่าค่าเป้าหมายในปี 2561 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 54 และในปี 2562 ได้กำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 57 นอกจากนั้น ส่วนสูงของเด็กปฐมวัย ยังเป็นตัวบ่งชี้ทางอ้อม (proxy indicator) ของสุขภาพในวัยผู้ใหญ่ จึงต้องส่งเสริมการเพิ่มความสูงของเด็ก โดยกำหนดเป้าหมายในปี 2564 เด็กอายุ 5 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ย 113 เซนติเมตรในเพศชาย และ 112 เซนติเมตรในเพศหญิง มาตรการสำคัญในการดำเนินงานมี 3 มาตรการ ได้แก่ 1) ขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 2) สร้างความรอบรู้การส่งเสริมเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 3) สร้างระบบเฝ้าระวังภาวะโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย 4) ประเมินผลการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต กิจกรรมการดำเนินงานเพื่อเชื่อมการดำเนินงานระหว่างสถานบริการสาธารณสุข ครอบครัว ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนระดับอนุบาล และอปท. ตลอดจนพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านโภชนาการใน ANC และ WCC พร้อมทั้งมีการสื่อสารสาธารณะในวงกว้างโดยใช้การตลาดเชิงสังคม (social marketing) ในเรื่อง เด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน อาหารแม่และเด็ก ยาเม็ดไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก กิจกรรมทางกาย การนอน โดยประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เมื่อเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วนจะทำให้มีระดับสติปัญญาดี มีความสามารถในการเรียนรู้ ผลการเรียนดี มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูง เป็นผลให้รายได้ดี และสามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ รวมทั้งด้านกีฬาเพราะมีส่วนสูงดี ลดความเสียเปรียบด้านโครงสร้างร่างกาย เด็กสูงและสมส่วน จะมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค ลดการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ หรือเป็นแล้วหายเร็ว ลดการเสียชีวิต เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นผลให้ค่ารักษาพยาบาลลดลงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ส่งผลต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศเพิ่มมากขึ้น และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 2. เพื่อให้มีการดำเนินงานแบบบูรณาการและดูแลสตรีและเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องใน ANC WCC หมู่บ้าน และศูนย์เด็กเล็กให้มีความยั่งยืน 3. เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กปฐมวัย

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 77 จังหวัด
2.สร้างความรอบรู้การส่งเสริมเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 77 จังหวัด
3.สร้างระบบเฝ้าระวังภาวะโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย 1 ระบบ
4.ประเมินผลการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 36 จังหวัด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละของเด็กอายุ 0 – 5 ปี สูงสมส่วน 57 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : มีนโยบายในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน 1 เรื่อง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 1.1 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 1.2 รณรงค์สร้างกระแส สร้างการรับรู้และความตระหนักการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 1.3 จัดจ้างนักโภชนาการ เป็นผู้ประสานงานโครงการ 1 คน 1.4 กำกับติดตามการดำเนินงาน (นิเทศติดตาม เยี่ยมเสริมพลัง) 2. สร้างความรอบรู้การส่งเสริมเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 2.1 ผลิตชุดความรู้ส่งเสริมเด็กปฐมวัย สูงดีสมส่วน โดยเน้นเรื่องกิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน จำนวน 1 ชุด 2.2 จัดทำวีดีโอเพลงส่งเสริมความรอบรู้เพื่อเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 3. สร้างระบบเฝ้าระวังภาวะโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย 3.1 จัดจ้างทำบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและรูปแบบการส่งเสริมการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพของเด็กปฐมวัยไทย 3.2 วิเคราะห์ข้อมูลการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุ 0-5 ปี 3.3 พัฒนาตัวชี้วัดการประเมินภาวะโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ 3.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กิจกรรมส่งเสริมการเจริญเติบโต 4. ประเมินผลการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 4.1 เตรียมการและเตรียมพื้นที่ประเมินโครงการ 4.2 สร้างเครื่องมือประเมิน และทดสอบเครื่องมือ 4.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการ ปรับมาตรฐานการเก็บข้อมูล 4.4 ดำเนินการประเมินผล 36 จังหวัด 4.5 จัดจ้างวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผล 4.6 จัดจ้างนักโภชนาการ เป็นผู้ประสานงานการประเมินผล 1 คน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.2 รณรงค์สร้างกระแส สร้างการรับรู้และความตระหนักการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 250,000.00
2 2.2 ประชุมผู้เชี่ยวชาญพิจารณา (ร่าง) ชุดความรู้ กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 8,250.00
3 2.3 ผลิตชุดความรู้ส่งเสริมเด็กปฐมวัย สูงดีสมส่วน จำนวน 1 ชุด 1 ชุด 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 735,000.00
4 2.4 จัดทำวีดีโอเพลงส่งเสริมความรอบรู้เพื่อเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 1 เรื่อง 1 ม.ค. 2562 - 28 ก.พ. 2562 1,100,000.00
5 3.สร้างระบบเฝ้าระวังภาวะโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย 3.1 บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและรูปแบบการส่งเสริมการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพของเด็กปฐมวัยไทย 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 100,000.00
6 3.2 วิเคราะห์ข้อมูลการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุ 0-5 ปี 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 100,000.00
7 3.3.2 จัดประชุมชี้แจงเครื่องมือ ตัวชี้วัด การประเมินภาวะโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ชุดใหม่ 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 78,305.00
8 3.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กิจกรรมส่งเสริมการเจริญเติบโต 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 583,640.00
9 4.ประเมินผลการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 4.1 ประชุมเตรียมการและเตรียมพื้นที่ประเมินโครงการ 1 ครั้ง/คน 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 134,400.00
10 4.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการปรับมาตรฐานการเก็บข้อมูล 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 205,450.00
11 1.3 จัดจ้างนักโภชนาการ เป็นผู้ประสานงานโครงการ และประเมินผลโครงการ 2 คน 2 คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 360,000.00
12 3.3 พัฒนาตัวชี้วัดการประเมินภาวะโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ 3.3.1 ประชุมคณะกรรมการพัฒนาตัวชี้วัดการประเมินภาวะโภชนาการ 3 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 28 ก.พ. 2562 33,375.00
13 1.4 กำกับติดตามการดำเนินงาน 4 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 101,760.00
14 3.3.3 ติดตามการนำตัวชี้วัดประเมินโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ ไปใช้ในระดับพื้นที่ 4 ครั้ง 1 พ.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 28,320.00
15 4.2 สร้างเครื่องมือประเมิน และทดสอบเครื่องมือ 6 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 46,720.00
16 4.4 ดำเนินการประเมินผล 36 จังหวัด 36 จังหวัด 1 ก.พ. 2562 - 31 พ.ค. 2562 180,000.00
17 4.5 จัดจ้างวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผล 36 จังหวัด 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 50,000.00
18 1.ขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 1.1 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต 77 จังหวัด 1 พ.ย. 2561 - 30 พ.ย. 2561 234,780.00
19 2.สร้างความรอบรู้การส่งเสริมเด็กปฐมวัยสูงดีสมส่วน 2.1 จัดทำรายงานการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วัน 500 ชุด 1 ต.ค. 2561 - 31 ต.ค. 2561 500,000.00
รวมเป็นเงิน 4,830,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
4,830,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
77 จังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กปฐมวัย ผู้เลี้ยงดูเด็กในครอบครัว รวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุข ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูพี่เลี้ยง อสม. แกนนำชุมชน และประชาชนทั่วไป

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสุพจน์ รื่นเริงกลิ่น ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการ 2. นางสาววราภรณ์ จิตอารี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวณัฐนิช อินทร์ขำ ตำแหน่ง นักโภชนาการ 4. นางสาวอารียา กูโน ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางณัฐวรรณ เชาวน์ลิลิตกุล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 10

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (3)1.3 ควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2562
5.2 โครงการสำคัญ 1.โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดาริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
สำนักโภชนาการเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการในเรื่องคุณค่าอาหารทางโภชนาการ แก่หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำผลการตรวจวิเคราะห์ไปใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียนอาหารและจัดทำฉลากโภชนาการตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการของสำนักโภชนาการ ยังให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ เพื่อสนับสนุนการติดตามและแก้ไขปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนให้แก่หน่วยงานด้านสาธารณสุข รวมทั้งการวิจัยของหน่วยงานสังกัดมหาวิทยาลัยต่างๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ต้องมีระบบการให้บริการที่ดี ให้ผลการตรวจถูกต้องแม่นยำ ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพคือผู้รับบริการมีความพึงพอใจในสินค้าและบริการ และผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพคือสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน ห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานและคุณภาพในการตรวจวิเคราะห์ ให้ผลการตรวจที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ ควรมีการดำเนินงานควบคุมคุณภาพ ซึ่งมีทั้งควบคุมคุณภาพภายใน (Internal Quality Control) และควบคุมคุณภาพภายนอก (External Quality Control) การควบคุมคุณภาพภายใน เช่น การทำ Replicate การหาค่า Recovery การใช้ Inhouse quality control sample เป็นต้น ส่วนการควบคุมคุณภาพภายนอก คือการเข้าร่วมทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing) ระหว่างห้องปฏิบัติการกับหน่วยงานที่เชื่อถือได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ สิ่งสำคัญอีกประการที่มีผลต่อการตรวจวิเคราะห์ คือการมีแผนบำรุงรักษาเครื่องมือและการสอบเทียบเครื่องมือ ซึ่งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สำนักโภชนาการได้ดำเนินการต่อเนื่องตลอดมา

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการในอาหารแก่หน่วยงานต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บริการตรวจปริมาณสารอาหารในอาหารและไอโอดีนในปัสสาวะ 300 ตัวอย่าง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : บริการตรวจปริมาณสารอาหารในอาหารและไอโอดีนในปัสสาวะ 300 ตัวอย่าง
2.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลา 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ทบทวนระเบียบและวิธีการปฏิบัติงานในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานตรวจวิเคราะห์ 2. ให้การบริการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการในอาหาร 3. ให้การบริการตรวจวิเคราะห์ไอโอดีนในปัสสาวะ 4. จัดการสอบเทียบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 5. เข้าร่วมทดสอบความชำนาญด้านการตรวจวิเคราะห์ 6. จ้างเหมานักวิทยาศาสตร์ 7. ปรับปรุง/ซ่อมแซม ห้องปฏิบัติการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 5.จ้างเหมานักวิทยาศาสตร์ 1 คน 1 เม.ย. 2562 - 30 ก.ย. 2562 90,000.00
2 6.ปรับปรุง/ซ่อมแซม ห้องปฏิบัติการ 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2562 - 28 ก.พ. 2562 10,000.00
3 3.สอบเทียบและบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 31 ก.ค. 2562 20,000.00
4 4.เข้าร่วมทดสอบความชำนาญกับหน่วยงานต่างๆ 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2562 - 30 เม.ย. 2562 10,000.00
5 1.บริการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการในอาหาร(วัสดุวิทยาศาสตร์และสารเคมี) 3 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ส.ค. 2562 90,000.00
6 2.บริการตรวจไอโอดีนในปัสสาวะ 3 ครั้ง 1 พ.ย. 2561 - 31 ก.ค. 2562 30,000.00
รวมเป็นเงิน 250,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
250,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กลุ่มวิจัยอาหารเพื่อโภชนาการ สำนักโภชนาการ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
-

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ผู้รับบริการจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางภัทธิรา ยิ่งเลิศรัตนกุล ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการพิเศษ 2. นางปิยนันท์ อึ้งทรงธรรม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. นางสาววารีทิพย์ พึ่งพันธ์ ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ 4. นางสาวจุฑารัตน์ สุภานุวัฒน์ ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ปฏิบัติการ 5. นางสาวสไบ อินทโชติ ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางภัทธิรา ยิ่งเลิศรัตนะกุล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 11

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรสมรรถนะสูง ประจำปี พ.ศ. 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (55)17.3 ยกระดับองค์กรสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization : HPO)
5.2 โครงการสำคัญ 17. โครงการยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารและพัฒนาบุคลากร

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในหน่วยงานเป็นนโยบายที่กรมอนามัย ได้ตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล โดยมีเป้าประสงค์คือ 1)เป็นองค์กรสมรรถนะสูง (HPO) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2)เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (LO) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรคุณภาพ 3)เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทํางานตามหลักธรรมาภิบาล ดังนั้นสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินงานด้านวิชาการ สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีภาวะโภชนาการและสุขภาพที่ดี บุคลากรในหน่วยงานจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารด้านโภชนาการที่ทันสมัย รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้การพัฒนาบุคลากรยังทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและเกิดทัศนคติที่ดีของเจ้าหน้าที่ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติงานและการบริหารงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร นำไปสู่การปฏิบัติงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการให้แก่บุคลากรในหน่วยงาน 2. เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามที่กรมอนามัยกำหนด 3. เพื่อให้บุคลากรสำนักโภชนาการและผู้เกี่ยวข้องได้รับพัฒนาสมรรถนะหลักด้านมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation) และการบริการที่ดี (Service Mind) 4. เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานและภาคีเครือข่ายเกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดกรอบแนวคิดและการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการสืบค้นและอ้างอิงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.นักโภชนาการ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักโภชนาการ และผู้ที่รับผิดชอบงานโภชนาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 400 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 400 คน
2.เชิงคุณภาพ : กลุ่มเป้าหมายผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) 1 เรื่อง
3.เชิงเวลา : ระยะดำเนินงาน 4 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมชี้แจงแผน/ผลการดำเนินงาน 2. ประชุมพัฒนาศักยภาพบุคลากร 3. ประชุมจัดทำแผนอาหารและโภชนาการแห่งชาติ 4. จัดประชุมชี้แจงและวางแผนการดำเนินงานเตรียมความพร้อม ASEAN Health Cluster 1: Promotion Healthy Lifestyle Program strategy 2 Activities 1.3 เรื่องการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานเฝ้าระวังโภชนาการของอาเซียน 5. การอบรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 2.การประชุมชี้แจงแผน/ผลการดำเนินงาน 1 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 ธ.ค. 2561 350,000.00
2 3.การประชุมพัฒนาศักยภาพบุคลากร 1 ครั้ง/คน 1 ส.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 850,000.00
3 4.1.3 วิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้วิธี SWOT เพื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ 1 ครั้ง/คน 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 196,000.00
4 6.การพัฒนาบุคลากร อบรม สัมมนา 1 ครั้ง/คน 1 ก.ย. 2562 - 30 ก.ย. 2562 235,000.00
5 4.1.2 การประชุมศึกษาและทบทวนข้อมูลสถานการณ์ด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งครอบคลุมด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2 ครั้ง/คน 1 ม.ค. 2562 - 28 ก.พ. 2562 19,000.00
6 4.2.2 ประชุมคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน 4 ครั้ง/คน 1 พ.ค. 2562 - 31 ส.ค. 2562 38,000.00
7 5.สนับสนุนการดำเนินงาน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 240,000.00
8 1.การประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักฯ, กพร., กพว., KM และการประสานแผนฯ. 24 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 46,800.00
รวมเป็นเงิน 1,974,800.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,974,800.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 2. โรงแรมในเขตปริมณฑล และต่างจังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
นักโภชนาการ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักโภชนาการที่เกี่ยวข้องและผู้ที่รับผิดชอบงานโภชนาการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้มีประสบการณ์ด้านงานโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสายสม สุขใจ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวสุรีย์รัตน์ พิพัฒน์จารุกิตติ์ ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 3. นางสาวนาตยา อังคนาวิน ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาวกุลธิดา รักกลัด ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 5. นางสาวสิริลักษณ์ วงศ์ไพฑูรย์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 6. นายพรสรรค์ ภู่ทอง ตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสายสม สุขใจ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 12

1. ชื่อโครงการ :
โครงการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานเฝ้าระวังด้านโภชนาการให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับประชาคมอาเซียน

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (55)17.3 ยกระดับองค์กรสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization : HPO)
5.2 โครงการสำคัญ 17. โครงการยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารและพัฒนาบุคลากร

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
การเฝ้าระวังโภชนาการเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการติดตามภาวะโภชนาการ ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับภาวะโภชนาการ ในการส่งเสริมให้เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและส่วนสูงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เป็นต้น เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน หากมีแนวโน้มการเจริญเติบโตไม่ดีจะได้หาทางป้องกันก่อนที่จะเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงต่อการขาดอาหารหรือภาวะน้ำหนักเกิน และถ้ามีปัญหาโภชนาการแล้วไม่ว่าจะเป็นด้านขาดหรือเกิน จะได้รีบจัดการแก้ไขก่อนที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการ ตามเจตนารมณ์ของสมาชิกอาเซียนที่ได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาอาเซียนฯ ตอบรับการดำเนินงานตามเป้าหมาย SDG2 ขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป้าหมายโลกด้ายโภชนาการ (six Global Nutrition Targets) และเป้าหมายโลกด้านการควบคุมโรคไม่ติดต่อ (9 Voluntary Global NCDs Targets) เพื่อป้องกันให้ประชาชนได้รับผลเสียของภาวะเตี้ย ภาวะผอม และภาวะน้ำหนักเกิน รวมทั้งปัญหาทุพโภชนาการในทุกกลุ่มวัยทุกรูปแบบลดลง ดังนั้น สำนักโภชนาการ โดยกรมอนามัย เน้นส่งเสริมโภชนาการในประชาชนทุกกลุ่มวัย (Life Course Approach) ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมในกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย หรือกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable group) เพื่อเติบโตเป็นวัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ให้ความสำคัญจากการที่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยดำเนินการแก้ไข เป็นส่งเสริมให้ประชาชนในกลุ่มอาเซียนตระหนักถึงปัญหาปัญหาทุพโภชนาการ การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีในการให้สมาชิกอาเซียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวังโภชนาการ รวมทั้งปัจจัยแห่งความสำเร็จและที่เป็นอุปสรรค สามารถนำไปพัฒนาหรือทบทวนแผนการดำเนินงานในระดับประเทศและระดับอาเซียนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เป็นผลให้มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพที่ดีในการพัฒนาประเทศต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อเพิ่มสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวังโภชนาการ 2. เพื่อให้บุคลากรในอาเซียนเกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 3. เพื่อพัฒนาระบบการเฝ้าระวังด้านโภชนาการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงตามบริบทของพื้นที่

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.นักโภชนาการ นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายสมาชิกอาเซียนได้รับการพัฒนาความรอบรู้ และเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการดำเนินงานเฝ้าระวังโภชนาการ 40 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : นักโภชนาการ นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายสมาชิกอาเซียนได้รับการพัฒนาความรอบรู้ และเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการดำเนินงานเฝ้าระวังโภชนาการ 40 คน

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมคณะกรรมการ/คณะทำงาน ชี้แจงแผนและผลการดำเนินงาน 2. บรรยาย อภิปราย และศึกษาดูงานในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวังโภชนาการได้ดี 3. จัดพิมพ์รายงานและเผยแพร่

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 2.ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานเฝ้าระวังด้านโภชนาการให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับประชาคมอาเซียน 1 ครั้ง/คน 1 มี.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2562 916,100.00
2 3.รายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ 1 เล่ม 1 พ.ค. 2562 - 31 พ.ค. 2562 7,500.00
3 1.ประชุมเตรียมการคณะกรรมการ และคณะทำงานเตรียมความพร้อมฯ 5 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 28 ก.พ. 2562 42,800.00
รวมเป็นเงิน 966,400.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
966,400.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 พ.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. โรงแรมในเขตปริมณฑล และต่างจังหวัด 2. พื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวังด้านโภชนาการได้

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. นักวิชาการ นักโภชนาการ และเจ้าหน้าที่สำนักโภชนาการที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบงานโภชนาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้มีประสบการณ์ด้านโภชนาการ 2. ผู้แทนจากเลขานุการอาเซียน (ASEAN Secretariat) 3. ผู้แทนจาก UNICEF, World bank, WHO และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
นักโภชนาการ นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายสมาชิกอาเซียนที่ดำเนินงานเฝ้าระวังด้านโภชนาการ

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสายสม สุขใจ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวสุรีย์รัตน์ พิพัฒน์จารุกิตติ์ ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 3. นางสาวนาตยา อังคนาวิน ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 4. นางสาวกุลธิดา รักกลัด ตำแหน่ง นักโภชนาการปฏิบัติการ 5. นางสาวสิริลักษณ์ วงศ์ไพฑูรย์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 6. นายพรสรรค์ ภู่ทอง ตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสายสม สุขใจ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 13

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการหน่วยงาน

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กรมอนามัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (69)21.5 ขับเคลื่อนและบริหารจัดการหน่วยงาน
5.2 โครงการสำคัญ 21. โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 องค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
สามารถดำเนินงานของหน่วยงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อบริการจัดการหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายพื้นฐานได้ตามเป้าหมาย 1 หน่วยงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงคุณภาพ : บริหารจัดการหน่วยงานค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ให้หน่วยงานสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ค่าตอบแทนในหน่วยงาน 2. ค่าใช้สอยในหน่วยงาน 3. ค่าใช้วัสดุในหน่วยงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 1.ค่าตอบแทน 5 ครั้ง 1 ธ.ค. 2561 - 31 ส.ค. 2562 28,000.00
2 2.ค่าใช้สอย 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 909,200.00
3 3.ค่าวัสดุ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 196,400.00
รวมเป็นเงิน 1,133,600.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,133,600.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสำนักโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวโสภา ทองนพภา ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการอาวุโส นางสาววิมล มีหิรัญ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวโสภา ทองนพภา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 14

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการหน่วยงาน ค่าใช้จ่ายพื้นฐานตามสิทธิ์

2. ยุทธศาสตร์ :
4. ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กรมอนามัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (70)21.6 บริหารจัดการค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ
5.2 โครงการสำคัญ 21. โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 องค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบุคลากรภาครัฐ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ผลผลิต : 1) รายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐพัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก

7. หลักการและเหตุผล :
ตามที่กรมอนามัยได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และได้จัดทำหลักการจัดสรรงบประมาณและแผนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2562 (ไม่รวมงบบุคลากร) ให้หน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานได้จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณของหน่วยงาน และได้ดำเนินการกำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณบังคับใช้กับทุกหน่วยงานในสังกัดกรมอนามัย พร้อมกำหนดเป้าหมายผลการเบิกจ่ายงบประมาณไว้ เพื่อเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จของมาตรการ ภายหลังจากที่กระบวนการจัดทำงบประมาณเสร็จสิ้นลง โดยให้ทุกหน่วยงานวางแผนงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่สำนักงบประมาณกำหนด ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คือ รายจ่ายประจำให้เริ่มดำเนินการและเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้ตั้งแต่ในไตรมาสที่ 1 งบฝึกอบรมและประชุมสัมมนาให้เบิกจ่ายให้มากที่สุดหรือไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในไตรมาสที่ 1 รายจ่ายลงทุนปีเดียวให้ก่อหนี้ภายในไตรมาสที่ 1 ยกเว้นรายการที่มีคุณลักษณะพิเศษหรือจัดหาจากต่างประเทศ และรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินต่อรายการเกิน 1,000 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุนผูกพันรายการใหม่ให้ก่อหนี้ภายในไตรมาสที่ 2 โดยกรมอนามัยจะติดตาม กำกับ การเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด นั้น กองการเจ้าหน้าที่ ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จากกรมอนามัย ในหมวดของงบดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนตามประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญร่วมกรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ จึงได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนและบริหารจัดการหน่วยงานกองการเจ้าหน้าที่ เพื่อบริหารจัดการงบประมาณภายใน กองการเจ้าหน้าที่ (ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน) ให้สามารถดำเนินงานบรรลุภารกิจ ได้ตามวัตถุประสงค์ภายในกองการเจ้าหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณที่สำนักงบประมาณกำหนด

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์ของสำนักโภชนาการ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์ได้ตามเป้าหมาย 1 หน่วยงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์ 12 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.ค่าพตส. 2.เงินประจำตำแหน่ง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562 666,000.00
รวมเป็นเงิน 666,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
666,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 ก.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสำนักโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
-

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นางสาวโสภา ทองนพภา 2.นางสาววิมล มีหิรัญ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวโสภา ทองนพภา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดีกรมอนามัย

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 15

1. ชื่อโครงการ :
โครงการปรับปรุงปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) และข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDGs)

2. ยุทธศาสตร์ :
1.4 ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
กลุ่มวัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (27)9.5 ขับเคลื่อนภาคสังคมเรื่อง BMI (Policy ,Law)
5.2 โครงการสำคัญ 9. โครงการวัยทำงานศตวรรษที่ 21 หุ่นดี สุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 6) พัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

7. หลักการและเหตุผล :
โภชนาการ เป็นรากฐานที่สำคัญของการมีสุขภาพดี หากมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม ไม่ได้สัดส่วน ทำให้พลังงานและสารอาหารที่ได้รับมากหรือน้อยเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ได้แก่ ภาวะเตี้ย ผอม อ้วนในวัยเด็ก สำหรับวัยผู้ใหญ่ เช่น ภาวะอ้วน/อ้วนลงพุง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (Dietary Reference Intake for Thais: DRI) เพื่อนำมาจัดทำข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (Food Based Dietary Guidelines : FBDGs) ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) และข้อแนะนำการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี (FBDGs) เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานโภชนาการตามนโยบายของประเทศ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ ตามผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ทั้งนี้ DRI ได้จัดทำครั้งแรกเมื่อปี 2516 และมีการทบทวนปรับปรุงอีก 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ. 2532 และ 2546 ตามลำดับ โดยเนื้อหาแสดงถึงปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ควรได้รับใน 1 วัน แยกตามกลุ่มอายุ รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ในส่วน FBDGs ได้จัดทำครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยจัดทำเป็นข้อปฏิบัติการกินอาหาร มี 9 ข้อ และปริมาณอาหารซึ่งทำเป็นสัญลักษณ์ในรูปของธงโภชนาการเมื่อปี พ.ศ. 2542 เพื่อสื่อสารในเรื่องสัดส่วน ปริมาณ และความหลากหลายของอาหารที่ควรบริโภคใน 1 วัน การจัดทำ DRI และ FBDG ครั้งล่าสุดผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ โดยประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารและโภชนาการ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ด้านโภชนาการและสุขภาพ อาหารที่มีในท้องถิ่น และแบบแผนการบริโภคอาหารของประชาชนไทย การดำเนินโครงการปรับปรุงปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) และ ข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) ได้จัดทำขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการจัดทำหนังสือ DRI ฉบับสมบูรณ์และจัดพิมพ์ รวมทั้งจัดทำข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อปรับปรุงปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) 2. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) 3. เพื่อพัฒนาข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) ทั้งในรูปแบบของข้อปฏิบัติการกินและรูปแบบตามธงโภชนาการ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หนังสือปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) 1 เล่ม
2.ร่างข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : หนังสือปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) 1 เล่ม
2.เชิงปริมาณ : ร่างข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (FBDG) 1 เรื่อง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานจัดทำเนื้อหาปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) 2. ประสาน ติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานการจัดทำเนื้อหาสารอ้างอิงฯ (DRI) ของแต่ละ กลุ่มสารอาหาร 3. ประชุมคณะกรรมการจัดทำข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย (FBDG) 4. จัดพิมพ์เนื้อหาปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) ฉบับสมบูรณ์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 3.ประชุมคณะกรรมการจัดทำข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย (FBDG) 2 ครั้ง/คน 1 ธ.ค. 2561 - 31 พ.ค. 2562 35,450.00
2 1.ประชุมคณะทำงานจัดทำเนื้อหาปริมาณสารอาหารอ้างอิงฯ (DRI) ตามกลุ่มสารอาหาร และติดตามความก้าวหน้าการจัดทำร่างเนื้อหา DRI ของทุกกลุ่มสารอาหาร 4 ครั้ง/คน 1 ต.ค. 2561 - 28 ก.พ. 2562 44,700.00
3 2.จัดพิมพ์เนื้อหาปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI) ฉบับสมบูรณ์ 400 เล่ม 1 พ.ค. 2562 - 30 มิ.ย. 2562 198,450.00
รวมเป็นเงิน 278,600.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
278,600.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 30 มิ.ย. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
กรมอนามัย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. นักวิชาการที่เกี่ยวข้องด้านอาหารและโภชนาการ 2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 3. อุตสาหกรรมอาหาร 4. ประชาชนทั่วไป

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสุพจน์ รื่นเริงกลิ่น ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 2. นางสาววราภรณ์ จิตอารี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวอารียา กูโน ตำแหน่ง นักโภชนาการ 4. นางสาวณัฐนิช อินทร์ขำ ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางณัฐวรรณ เชาวน์ลิลิตกุล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักโภชนาการ
ลำดับที่ : 16

1. ชื่อโครงการ :
โครงการจัดทำเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5 – 19 ปี ปี 2562

2. ยุทธศาสตร์ :
1.2 ส่งเสริมเด็กวัยเรียนให้แข็งแรงและฉลาด

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
5) ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ (caries free) และเด็กอายุ 12 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์

4. cluster :
กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ (15)5.1 พัฒนาระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูลร่วม
5.2 โครงการสำคัญ 5.โครงการเด็กวัยเรียนวัยรุ่นสูงดีสมส่วน แข็งแรง และฉลาด

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการ : 3) พัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
การเจริญเติบโตของเด็ก สะท้อนถึงโครงสร้างของร่างกาย สติปัญญา และการเจ็บป่วยทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ถือเป็นเครื่องชี้วัดภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก เครื่องมือที่สำคัญ คือ เกณฑ์อ้างอิงหรือมาตรฐานน้ำหนักและส่วนสูง เกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักและส่วนสูงของเด็กไทยได้จัดทำครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2518 และมีการปรับปรุงขึ้นใหม่เมื่อปีพ.ศ. 2538 เนื่องจากเกณฑ์อ้างอิงเดิมไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเด็กในเขตเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา เป็นต้น การจัดทำเกณฑ์อ้างอิงในครั้งนั้น ได้คัดเลือกเด็กไทยที่มีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพเป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีการเจริญเติบโตให้ถึงศักยภาพที่แท้จริง ทั้งนี้ ข้อมูลเกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักส่วนสูงจัดทำในรูปของตารางตัวเลขและกราฟการเจริญเติบโต มี 3 ดัชนีบ่งชี้ ได้แก่ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ (Height for age) น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ (Weight for age) และน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง (Weight for height) แบ่งเป็นเพศหญิงและเพศชายใช้ระบบ Z-score ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับต่าง ๆ เป็นตัวกำหนดเกณฑ์ตัดสินภาวะการเจริญเติบโตเหมือนกับขององค์การอนามัยโลก คือ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 2SD (<-2SD) ทั้ง 3 ดัชนีบ่งชี้ แสดงถึงภาวะขาดอาหาร และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มากกว่าค่ามัธยฐาน 2SD (>+2SD) ของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง แสดงถึงภาวะอ้วน นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเพิ่มจุดตัดอีก 1 จุด คือ ที่ ±1.5 SD เพื่อเตือนให้ระวังการเกิดปัญหาโภชนาการขาดหรือเกิน ในปี พ.ศ. 2556-2557 กรมอนามัย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กแรกเกิด–19 ปี ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และนักโภชนาการจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ที่ประชุมได้ทบทวนเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งเก็บข้อมูลในเด็กไทยเมื่อปีพ.ศ. 2538 โดยเปรียบเทียบค่าน้ำหนักและส่วนสูงระหว่างเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ปีค.ศ. 2007 และเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย พบว่า ค่าน้ำหนักและส่วนสูงแตกต่างกันตามอายุที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงอายุ 10-19 ปี เนื่องจากเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ของ WHO ปีค.ศ. 2007 ถูกสร้างขึ้นใหม่แต่ยังคงใช้ข้อมูลชุดเดิมของศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ (National Center for Health Statistics : NCHS) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข้อมูลแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) และสำรวจจากเด็กอเมริกัน จึงมีอิทธิพลของพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ประชุมจึงมีมติให้ใช้เกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็กไทย เพื่อลดอิทธิพลของพันธุกรรม สอดคล้องกับการประชุม The 1st Indonesian Sharing on Child Health Challenges Summit ปีพ.ศ.2557 ที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีข้อสรุปว่า การทำ National growth reference ในเด็กอายุ 5-19 ปี น่าจะใช้วินิจฉัยปัญหาทุพโภชนาการของประเทศนั้นๆ เพื่อติดตามและแก้ไขได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้ในปัจจุบันจัดทำมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว และข้อมูลส่วนสูงเฉลี่ยของเด็กจากการสำรวจสุขภาพของประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 และครั้งที่5 พ.ศ.2557 พบว่า เด็กอายุ 5-14 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยสูงกว่าค่ามัธยฐาน (median) ของเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย ทั้งเพศชายและเพศหญิง ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการพัฒนาเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กแรกเกิด–19 ปี จึงมีมติให้จัดทำเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ขึ้นใหม่และดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 จนถึงปัจจุบันรวม 16 จังหวัด แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบตามจำนวนกลุ่มอายุ จึงมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือในปี 2562 ให้แล้วเสร็จครบตามจำนวน เพื่อจัดทำเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อจัดทำเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ของเด็กไทยชุดใหม่

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ข้อมูล น้ำหนัก ส่วนสูง เด็กนักเรียน อายุ 5-19 ปี 1 ชุด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงคุณภาพ : วิเคราะห์ข้อมูล น้ำหนัก ส่วนสูง เด็กนักเรียน อายุ 5-19 ปี 1 เรื่อง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประสานศูนย์อนามัยในการเตรียมพื้นที่ 2. ประสานโรงเรียนเพื่อแจกแบบคัดกรองให้กับนักเรียน 3. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 5-19 ปี ตามเกณฑ์การคัดเลือกเข้าและคัดออก 4. เก็บข้อมูลโดยนักวิชาการของสำนักโภชนาการและศูนย์อนามัยทำการตรวจร่างกายอาการแสดงทางคลินิกภาวะทุพโภชนาการ เพื่อคัดเลือกเด็กเข้า/ออกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดรอบเอว 5. วิเคราะห์ข้อมูล

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 3.คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยนักวิชาการของสำนักโภชนาการและศูนย์อนามัย -นครราชสีมา ชลบุรี กรุงเทพฯ 3 จังหวัด 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 23,815.00
2 4.เก็บข้อมูลโดยนักวิชาการของสำนักโภชนาการและศูนย์อนามัย (คัดเลือกเด็กเข้า/ออกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดรอบเอว) 3 จังหวัด 1 ต.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 62,785.00
3 5.วิเคราะห์ข้อมูล 16 จังหวัด 1 เม.ย. 2562 - 31 ส.ค. 2562 58,525.00
รวมเป็นเงิน 145,125.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
145,125.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2561 - 31 ส.ค. 2562

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ดำเนินการเก็บข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในอำเภอเมืองรวม 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เด็กอายุ 5-19 ปี ที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมืองของจังหวัดเป้าหมาย ตามเกณฑ์การคัดเลือกเข้าและคัดออก เพื่อให้ได้เด็กที่มีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ/ ศูนย์อนามัยที่ 6, 9, สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสาธารณสุข เด็กอายุ 5-19 ปี และพ่อแม่/ผู้เลี้ยงดูเด็ก

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสุพจน์ รื่นเริงกลิ่น ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการ 2. นางสาววราภรณ์ จิตอารี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวณัฐนิช อินทร์ขำ ตำแหน่ง นักโภชนาการ 4. นางสาวอารียา กูโน ตำแหน่ง นักโภชนาการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางณัฐวรรณ เชาวน์ลิลิตกุล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวสายพิณ โชติวิเชียร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางพรรณพิมล วิปุลากร

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................