รายละเอียดโครงการ

โครงการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานหุ่นดี-สุขภาพดี เขตสุขภาพที่7 ปีงบประมาณ 2563
25631
  1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย
  12) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ที่มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
  วัยทำงาน
  24)10.1 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพวัยทำงาน
  • แผนงานบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ประชากรวัยทำงาน (อายุ 15 – 59 ปี) จำนวน 56.46 ล้านคน ของประเทศไทย ที่อยู่ในวัยแรงงาน พร้อมทำงาน 38.32 ล้านคน (ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ค.2562) สำหรับจำนวนผู้มีงานทำ 37.78 ล้านคน ประกอบด้วยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 10.58 ล้านคน นอกภาคเกษตร 27.20 ล้านคน โดยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมลดลง 6.9 แสนคน และเคลื่อนไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งในด้านแรงงาน และภาคบริการ ประชากรวัยทำงานมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ การบาดเจ็บเนื่องจากอุบัติเหตุการทำงาน จากยานพาหนะ ความเครียดจากการทำงาน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ใช้สารเสพติดอื่นๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2560 – 2562 พบว่าอัตราป่วยรายใหม่ด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มมากขึ้นผู้ป่วยNCDs อัตราป่วยรายใหม่ที่ไม่ลดลง/เพิ่มขึ้น ปี 61 โรคหัวใจและหลอดเลือด =0.05 (ต่อ100) โรคเบาหวานต่อประชากร=709.92 (ต่อ100,000) โรคความดันโลหิตสูงต่อประชากร=1322.09 (ต่อ100,000) โรคหลอดเลือดสมอง=91.13 (ต่อ100,000) ประชากรวัยทำงานมีดัชนีมวลกายเกิน(BMIมากกว่า 25 ตารางเมตร) ร้อยละ48.5, 48.3, 48.28 ตามลำดับ เขตสุขภาพที่ 7 ได้มีการสำรวจข้อมูลเฝ้าภาวะอ้วนและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ประชากรวัยทำงานในปี 2562 พบว่าร้อยละของวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบร้อยละ 49, 52.02, 53.23 และ 54.99 ในระดับเขต และประเทศ พบร้อยละ 52.09 และ48.28 ตามลำดับ และมีดัชนีมวลกายเกิน (BMIมากกว่า 25 ตารางเมตร) อายุ 30-44ปี มี BMI ปกติ ปี2559-2562 = 55.37 ,56.03,57.36 และ56.04 ตามลำดับ การสำรวจข้อมูลในระดับนานาชาติ พบว่า ประเทศไทยมีความชุกของภาวะโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 8.5 โดยมาเลเซียเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 13.3 ในขณะที่ประเทศไทยมีงบประมาณต้นทุนโดยรวมของภาวะโรคอ้วน ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อพิจารณาเทียบกับงบประมาณด้านสาธารณสุขในประเทศ (คิดเป็นร้อยละ 3-6 ของงบประมาณฯ) แต่มูลค่าผลกระทบของภาวะโรคอ้วนกลับสูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคที่ประมาณ 27,000–51,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศอินโดนีเซียแบกรับต้นทุนโดยรวมที่เกิดจากภาวะโรคอ้วนสูงที่สุดที่ 68,000-136,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 8-16 ของงบประมาณฯ) ตามมาด้วยประเทศมาเลเซียที่ 34,000-68,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 10-19 ของงบประมาณฯ) ต้นทุนเหล่านี้เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน ระดับความสามารถในการทำงานที่ลดลง ตลอดจนการขาดงานอันเนื่องจากความเจ็บป่วยและสุขภาพทรุดโทรมที่มีแนวโน้มสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนต่างๆ แล้ว ยังมีความเกี่ยวพันไปในวงกว้าง เช่นภาวะโรคอ้วนจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน คิดเป็นสัดส่วน 4 – 9 ปีตามค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนเพศชาย ในประเทศไทยพบการลดลงของจำนวนปีทำงาน ผู้หญิงในประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ชาย โดยโรคที่เกิดจากภาวะโรคอ้วนลดจำนวนปีทำงานในกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้ลงระหว่าง 2-7 ปี ผลกระทบสำคัญอีกประการต่อสังคม คือ ความสูญเสียความสามารถของแรงงาน จากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและความพิการ ซึ่งในประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง เช่น ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะสูงถึงประมาณ 500 ล้านบาทกลุ่มโรค NCDs ต่อเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ข้างต้น ความสูญเสียจากโรค NCDs ซึ่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต เนื่องจากความเจ็บป่วย ความพิการ ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ในด้านเศรษฐศาสตร์ โรค NCDs จัดเป็นปัจจัยคุกคามต่อการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ผลกระทบมหาศาลมาจากค่าใช้จ่ายในระบบบริการสุขภาพที่รัฐต้องจัดสรรและลงทุนสำหรับการรักษาพยาบาล ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อประชากรสูงถึง 3,128 บาทต่อคน หรือราวกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมต้นทุนที่ประชาชนต้องรับภาระไว้เองอีกราว 1,750 บาทต่อคน ส่วนในระดับบุคคล จะพบว่าโรค NCDs และปัจจัยเสี่ยง มีความสัมพันธ์ต่อความยากจนใน 3 มิติ กล่าวคือ มิติแรกประชาชนที่มีเศรษฐานะต่ำ มีความเสี่ยงต่อโรค NCDsสูงกว่า จากปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมากกว่าทั้งด้านพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารคุณภาพต่ำ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน และภาวะความดันโลหิตสูง การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลทางโภชนาการและการเพิ่มปริมาณอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพในท้องตลาด เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดภาวะโรคอ้วน และการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลทางโภชนาการและการเพิ่มปริมาณอาหารพลังงานสูงแต่คุณค่าทางอาหารต่ำในท้องตลาด นอกจากนี้ปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ล้วนส่งผลให้ภาวะโรคอ้วนและน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.5 เป็น 13.3 ตามการรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข การเปลี่ยนอาหารการกินและปรับวิถีชีวิต จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโรคอ้วน จำเป็นต้องสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่สังคมให้ตื่นตัวกันมากขึ้น ซึ่งกรมอนามัยได้วางกรอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560 - 2564 โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 2 ประเด็นได้แก่ 1. พัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของกลุ่มวัยทำงาน 2.การเตรียมความพร้อมวัยทำงานเข้าสู่วัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ตั้งเป้าประสงค์ประชากรวัยทำงาน“วัยทำงานหุ่นดี สุขภาพดี มีความสุข” คือมีดัชนีมวลกายปกติ (BMI 18.5 - 22.9 ตารางเมตร) เน้นพฤติกรรมพึงประสงค์ 4 ด้าน คือ 1) มีพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้สด ลดอาหารหวาน มัน เค็ม 2) มีกิจกรรมทางกายเพียงพอต่อสุขภาพ 3) พฤติกรรมการนอน 4) มีการดูแลสุขภาพช่องปาก ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงาน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงาน ในสถานบริการ สถานประกอบการ องค์กร และชุมชน ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมได้ และก้าวสู่การเป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยาวนานที่สุด จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมวัยทำงานหุ่นดี-สุขภาพดีเขตสุขภาพที่ 7 ปีงบประมาณ 2563
1.ผลักดันการใช้ระบบเฝ้าระวังภาวะสุขภาพวัยทำงานในชุมชน องค์กร สถานบริการ และสถานประกอบการ 2 .บูรณาการความร่วมมือระหว่างกลุ่มวัย ประสานงานภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานด้วยการสร้างรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อหุ่นดี-สุขภาพดี และกลยุทธ์ DPAC Quality
เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.1. ทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่7ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานด้วยการสร้างรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อหุ่นดี-สุขภาพดี และกลยุทธ์ DPAC Quality 4 จังหวัด
ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ประชากรวัยทำงานอายุ 18-59 ปี ในเขตสุขภาพที่ 7 มีดัชนีมวลกายปกติไม่น้อยกว่า 52 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : ประชากรวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ในเขตสุขภาพที่ 7 มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ไม่น้อยกว่า 30 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : มีการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานแบบบูรณาการ 4 จังหวัด
4.เชิงเวลา : ดำเนินการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานแบบบูรณาการ 4 จังหวัด
1 จัดทำโครงการ เสนอผู้บริหารเพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการ 2 ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานแบบบูรณาการ 3 สรุปผลการดำเนินงาน
ลำดับ เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ
1 พัฒนาศักยภาพบุคลากรและภาคีเครือข่ายผู้รับผิดชอบ เรื่อง การเฝ้าระวังดัชนีมวลกายและพฤติกรรมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอย่างมีส่วนร่วม และโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม 4 จังหวัดๆ ละ 1 วัน 1 พ.ย. 2562 - 31 ธ.ค. 2562
รวมเป็นเงิน
39,990.00 บาท
1 พ.ย. 2562 - 31 ธ.ค. 2562
1.มีการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานในชุมชน องค์กร สถานบริการ และสถานประกอบการ 2. เกิดการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน อย่างมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
1 นางเพ็ญนิดา ไชยสายัณห์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2 นางชัญญานุช ปานนิล นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 3 นางเดือนเพ็ญ ใจเต้ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4 นางวาสนา มงคลศิลป์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางเพ็ญนิดา ไชยสายัณห์
นางทัศนีย์ รอดชมภู
นายชาตรี เมธาธราธิป
ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น (กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน)